วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2558

ทุกข์..


....ฯลฯ....
    " ดูกรภิกษุทั้งหลาย  !  ความทุกข์เป็นความจริงประการหนึ่งที่ชีวิตทุกชีวิตต้องประสบไม่มากก็น้อย  ความทุกข์ที่กล่าวนี้มีอะไรบ้าง ?  ภิกษุทั้งหลาย ! ความเกิดเป็นความทุข์ ความแก่ ความเจ็บ ความตายก็เป็นทุกข์ ความแห้งใจหรือความโศก ความพิไรรำพันจนน้ำตานองหน้า ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ความพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งของอันเป็นที่รัก ความต้องประสบกับบุคคลหรือสิ่งของอันเป็นที่ไม่พอใจ ปรารถนาอะไรมิได้ดังใจหมาย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความทุกข์ ที่บุคคลต้องประสบทั้งสิ้น เมื่อกล่าวโดยสรุป การยึดมั่นในขันธ์ห้าด้วยตัณหาอุปาทานนั่นเอง เป็นความทุกข์อันยิ่งใหญ่"
    " ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ความทุกข์ทั้งมวลย่อมสืบเนื่องมาจากเหตุ ก็อะไรเล่าเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์นั้น เรากล่าวว่าตัณหาเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ ตัณหาคือความทะยานอยากดิ้นรนซึ่งมีลักษณะเป็นสาม คือ ดิ้นรนอยากได้อารมณ์ที่น่าใคร่น่าปรารถนา เรียกกามตัณหาอย่างหนึ่ง ดิ้นรนอยากเป็นนั่นเป็นนี่  เรียกภวตัณหาอย่างหนึ่ง ดิ้นรนอยากผลักสิ่งที่มีอยู่แล้ว เป็นแล้ว เรียกว่าวิภวตัณหาอย่างหนึ่ง นี่แลคือสาเหตุแห่งความทุกข์ขั้นมูลฐาน  ภิกษุทั้งหลาย ! การสลัดทิ้งโดยไม่เหลือซึ่งตัณหาประเภทต่าง ๆ ดับตัณหา คลายตัณหาโดยสิ้นเชิง นั่นแลเราเรียกว่า นิโรธ คือความดับทุกข์ได้ "
....ฯลฯ....
(จากหนังสือ พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐)
*****

วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2558

พระสารีบุตร..


..พระสารีบุตรโปรดมารดาแล้วปรินิพพาน..
....ฯลฯ....
     " ข้าแต่พระมหามุนีโลกนาถเจ้า บัดนี้ข้าพระองค์ตัดสิ้นแล้ว ไม่มีการไปการมา นี่เป็นการถวายบังคมลาครั้งสุดท้าย ชีวิตของข้าพระองค์น้อย  ต่อไปนี้ล่วงไป ๗ วัน ข้าพระองค์จะทอดทิ้งเรือนร่างเหมือนวางภาชนะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดอนุญาต  ขอพระสุคตโปรดอนุญาตแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด นี่เป็นเวลาปรินิพพาน ข้าพระองค์ปลงอายุสังขารแล้ว พระเจ้าข้า " 
....ฯลฯ....
      เมื่อพระสารีบุตรลาพระพุทธเจ้าแล้ว ก็พาสาวกทั้งหมด ลูกศิษย์ท่าน ๕๐๐ องค์ไป พอไปถึงบ้านก็ถามแม่ว่า " แม่ เมื่อฉันเกิดน่ะ เกิดห้องไหน  คลอดห้องไหน " 
      แม่ก็บอก " เอ้อ..อุปติสสะ " ท่านไม่เรียกพระสารีบุตรหรอก นี้เจ้าเกิดห้องนี้ แม่ออกเจ้าห้องนี้ แกถือว่าเป็นแม่ แกไม่นับถือพระพุทธศาสนานี่ แต่วันนั้นก็รู้สึกว่าดีใจ ที่ลูกเป็นอรหันต์ ๗ คน(พระสารีบุตรมีน้องชาย  ๓ คน ชื่อ จุนทะ  อุปเสนะ และเรวตะ  น้องหญิง ๓ คน คือ จาลา  อุปจาลา และสีสุปจารา  ทั้ง ๖ คนบวชในพระธรรมวินัย)ไปหมดบ้าน ดีอกดีใจว่าลูกไปพร้อมหน้าพร้อมตากัน และก็มีอรหันต์ติดตามอีก ๕๐๐ องค์
      พอถึงเวลากลางคืน พระสารีบุตรก็เข้าไปในห้องนั้น ก็บอกกับแม่ว่าจะนอนห้องนี้ ท่านแม่ก็จัดให้
      ทีนี้น้องชายท่านชื่อ ท่านจุนทะ ก็นั่งหน้าประตู เป็นพระยาม เขาเป็นมหาเศรษฐีที่บ้านนั้นน่ะ พระ ๕๐๐ องค์พักสบาย
      พอยามต้นนี้ เทวดาชั้นจาตุมหาราช ก็มาไหว้พระสารีบุตร เวลาลงจากฟ้าเห็นแสงสว่างสวย ท่านเข้าไปในห้องแสงสว่างก็สว่างมาก ยิ่งกว่าตะเกียงมาก
      ท่านแม่นั่งอยู่หน้าประตู ชะโงกเข้าไปดู เห็นท่านท้าวมหาราชกำลังไหว้พระสารีบุตร ก็ถามท่านจุนทะ น้องชายพระสารีบุตร
      " จุนทะ ใครมาหาพี่เจ้า...? "
      "  ท่านท้าวจาตุมหาราช " ท่านจุนทะบอกแม่
      แกก็สงสัยถามว่า พี่เจ้าโตกว่าท่านท้าวจาตุมหาราช อีกหรือ  ท่านมองไปน่ะ เห็นกำลังไหว้ ท่านจุนทะก็บอก พี่โตกว่า และพระที่มาทุกองค์น่ะ โตกว่าจาตุมหาราชทั้งนั้นแหละ แกก็แปลกใจเพราะพระพวกที่ไปนี่เป็นอรหันต์ทั้งหมด
     พอใกล้ยามสอง ท้าวจาตุมหาราชทั้งสี่กลับ  ที่นี้ชั้นดาวดึงส์มา  มีพระอินทร์นำขบวน ก็สว่างกว่า ใหญ่กว่า แล้วแสงสว่างก็สว่างมากกว่าจาตุมหาราช  แสงสว่างก็พุ่งออกมาหน้าประตูแกก็สงสัย ชะโงกเข้าไปดูอีก เห็นพระอินทร์กำลังไหว้พระสารีบุตร จึงถามท่านจุนทะว่า  " จุนทะใครมาหาพี่เจ้า..? "
       " พระอินทร์ " ท่านจุนทะบอกแม่
       แกก็ถามเลยว่า  ทำไมพี่เจ้า โตกว่าพระอินทร์อีกรึ...(ชักสงสัยแล้วซิ พราหมณ์เขาถือว่าพระอินทร์นี่เก่งอยู่แล้วนะ)
       " โตกว่า " ท่านจุนทะบอกแม่
      พอถึงยามสาม พรหมลงมา พราหมณ์เขาถือว่าพรหมน่ะสูงสุด  พรหมลงมาแสงสว่างไสว ก็สว่างมากกว่าดาวดึงส์ แกก็ชะโงกหน้าไปดู เห็นพรหมเข้ามาไหว้  ก็ถามท่านจุนทะว่า " ใครมาหาพี่เจ้าล่ะ .?"
        " พรหม " ท่านจุนทะบอกแม่
       แกถามว่า เอ๊ะ...พี่เจ้านี่โตกว่าพรหมรึ พรหมจึงมาไหว้ ท่านจุนทะบอกว่า โตกว่า.. พระทุกองค์ในพระพุทธศาสนาที่เป็นอรหันต์แล้ว โตกว่าพรหมทั้งนั้นแหละ ที่มาทั้งหมดนี่น่ะ โตกว่าพรหม..
        แกก็แปลกใจ  ก็พราหมณ์เขาถือว่าพรหมสูง
        พอพรหมกลับ พระสารีบุตรก็เรียกเข้าแม่เข้าไปในห้องเทศน์โปรด ความเลื่อมใสเกิดขึ้นแล้ว เห็นว่า..ลูกนี่โตกว่าพรหม ก็พราหมณ์ถือว่าพรหมสูงสุด นี่ลูกสูงกว่าพรหมอีก ..ศรัทธาเกิด..เห็นท่านจาตุมหาราชก็มาไหว้..พระอินทร์ก็มาไหว้..พรหมก็มาไหว้...พอเทศน์จบแม่ก็ได้พระโสดาบัน...
....ฯลฯ...
(จากหนังสืออสีติมหาเถระสาวก ๘๐ พระอรหันต์ ของ สถาบันบันลือธรรม และหนังสือธรรมปฏิบัติ ฉบับที่ ๑๓ หนังสือรวบรวมธรรมเทศนาของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง อุทัยธานี)
*****





วัฏฏ์สงสาร


....ฯลฯ....
     " ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อรากยังมั่นคง แม้ต้นไม้จะถูกตัดแล้ว มันก็สามารถขึ้นได้อีก ฉันเดียวกัน เมื่อบุคคลยังไม่ถอนตัณหานุสัยขึ้นเสียจากดวงจิต ความทุกข์ก็เกิดขึ้นอีกแน่ ๆ  ภิกษุทั้งหลาย ! น้ำตาของสัตว์ทั้งหลายที่ต้องร้องไห้เพราะความทุกข์โทมนัสทับถมในขณะที่ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏ์สงสารนี้มีจำนวนมากเหลือคณา สุดที่จะกล่าวได้ว่ามีประมาณเท่านั้นเท่านี้ กระดูกที่เขาทอดทิ้งลงทับถมปฐพีเล่า ถ้านำมากองรวมกันมิให้กระจัดกระจาย คงจะสูงเท่าภูเขา บนพื้นแผ่นดินนี้ไม่มีช่องว่างเลย แม้แต่นิดเดียวที่สัตว์ไม่เคยตาย ปฐพีนี้เกลื่อนกล่นไปด้วยสัตว์ที่ตายแล้วตายเล่า เป็นที่น่าสังเวชสลดจิตยิ่งนัก ทุกย่างก้าวของมนุษย์และสัตว์เหยียบย่ำบนกองกระดูกนอนอยู่บนกองกระดูก นั่งอยู่บนกองกระดูก สนุกสนานเพลิดเพลินอยู่บนกองกระดูกทั้งสิ้น "
     " ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ไม่ว่าภพไหน ๆ ล้วนแต่มีลักษณะเหมือนกองเพลิงทั้งสิ้น สัตว์ทั้งหลายดิ้นรนอยู่ในกองเพลิงคือทุกข์ เหมือนเต่าอันเขาโยนลงไปแล้วในกองไฟใหญ่ฉะนั้น "
....ฯลฯ....
(จากหนังสือ พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐)
*****

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2558

..สังสารวัฏฏ์..



....ฯลฯ....
     " ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! กลิ่นดอกไม้กลิ่นจันทร์ไม่สามารถหอมหวนทวนลมได้ แต่กลิ่นแห่งเกียรติคุณความดีงามของสัตบุรุษนั้นแลสามารถจะหอมไปได้ทั้งตามลมและทวนลม คนดีย่อมมีเกียรติคุณฟุ้งขจรไปได้ทั่วทุกทิศ กลิ่นจันทร์แดง กลิ่นอุบล กลิ่นดอกมะลิ จัดว่าเป็นดอกไม้กลิ่นหอม แต่ยังสู้กลิ่นศีลไม่ได้ กลิ่นศีลยอดเยี่ยมกว่ากลิ่นทั้งมวล ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุหวังจะให้เป็นที่รักที่เคารพนับถือ เป็นที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจารีแล้ว พึงเป็นผู้ทำตนให้สมบูรณ์ด้วยศีลเถิด "
    " ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ตื่นอยู่มิได้หลับเลย ย่อมรู้สึกว่าราตรีหนึ่งยาวนาน ผู้เดินทางจนเมื่อยล้าแล้ว ย่อมรู้สึกว่าโยชน์หนึ่งเป็นหนทางยืดยาว แต่สังสารวัฏฏ์คือการเวียนเกิดเวียนตายของสัตว์ผู้ไม่รู้พระสัทธรรมยังยาวนานกว่านั้น "
    " ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! สังสารวัฏฏ์นี้หาเบื้องต้นเบื้องปลายได้โดยยาก สัตว์ที่พอใจในการเกิดย่อมเกิดบ่อย ๆ และการเกิดใดนั้น ตถาคตกล่าวว่าเป็นความทุกข์ เพราะสิ่งที่ติดตามความเกิดมาก็คือความแก่ชรา ความเจ็บปวดทรมานและความตาย ความต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ความต้องประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ความแห้งใจ ความคร่ำครวญ ความทุกข์กายทุกข์ใจและความคับแค้นใจ อุปมาเหมือนเห็ดซึ่งโผล่ขึ้นจากดินและนำดินติดขึ้นมาด้วย หรืออุปมาเหมือนโคที่เทียมเกวียนแล้ว จะเดินไปไหนก็มีเกวียนติดตามไปทุกแห่ง สัตว์โลกเมื่อเกิดมาก็นำทุกข์ประจำสังขารติดมาด้วย ตราบใดที่เขายังไม่สลัดความพอใจในสังขารออกจากความทุกข์ก็ย่อมติดตามไปเสมอ เหมือนโคที่ยังมีแอกเกวียนครอบคออยู่ล้อเกวียนย่อมติดตามไปทุกฝีก้าว "
....ฯลฯ....
(จากหนังสือ พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน  ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐)
******

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558

ที่นี่ไม่วุ่นวายหนอ...


,,,,ฯลฯ....
    " ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! การครองเรือนเป็นเรื่องยาก เรือนที่ครองไม่ดี ย่อมก่อทุกข์ให้มากหลาย การอยู่ร่วมกับคนพาลเป็นความทุกข์อย่างยิ่ง "
    " ภิกษุทั้งหลาย ! เครื่องจองจำที่ทำด้วยเชือก เหล็กหรือโซ่ตรวนใด ๆ เราไม่กล่าวว่าเป็นเครื่องจองจำที่แข็งแรงทนทานเลย แต่เครื่องจองจำคือบุตร ภรรยา ทรัพย์สมบัตินี่แล  ตรึงรัดมัดผูกสัตว์ทั้งหลายให้ติดอยู่ในภพอันไม่มีที่สิ้นสุด เครื่องผูกที่ผูกหย่อน ๆ แต่แก้ได้ยากคือ บุตร ภรรยา และทรัพย์สมบัตินี่เอง รูป เสียง กลิ่น รสและโผฏฐัพพะนั้นเป็นเหยื่อของโลก เมื่อบุคคลยังติดอยู่ในรูปเป็นต้นนั้น เขาจะพ้นจากโลกมิได้เลย ไม่มีรูปใดที่จะรัดตริงใจของบุรุษได้มากเท่ารูปแห่งสตรี "
    " ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ยังตัดอาลัยในสตรีไม่ได้ ย่อมต้องเวียนเกิด เวียนตายอยู่ร่ำไปแม้สตรีก็เช่นเดียวกัน ถ้ายังตัดอาลัยในบุรุษไม่ได้ ย่อมประสบทุกข์บ่อย ๆ กิเลสนั้นมีอำนาจควบคุมอยู่โดยทั่วไม่เลือกว่าในวัยใด และเพศใด "
    " ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! มนุษย์ผู้หลงไหลอยู่ในโลกียารมณ์ ผู้เพลินอยู่ในความบันเทิงสุขอันสืบเนื่องมาจากความึนเมาในทรัพย์สมบัติชาติตระกูล ความหรูหราฟุ่มเฟือย ยศศักดิ์และเกียรติอันจมปลอมในสังคม ที่อยู่อาศัยอันสวยงาม อาหารและสื้อผ้าอาภรณ์ที่ต้องใส่ อำนาจและความทะนงตน ทั้งหมดนี้ทำให้บุคคลมีนัยน์ตาฝ้าฟาง มองไม่เห็นความงามของพระสัทธรรม ความเมาในอำนาจเป็นแรงผลักดันที่มีพลังมากพอให้คนทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้มีอำนาจยิ่งขึ้นและยิ่งขึ้น พร้อม ๆ กันนั้นมันทำให้เขา ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่แยแสต่อเสียงเรียกร้องของศีลธรรมและมโนธรรมใด ๆ  มันค่อย ๆ ระบายจิตใจของเขาให้ดำมืดไปทีละน้อย ๆ จนเป็นสีหมึก ไม่อาจมองเห็นอะไร ๆ ได้อีกเลย หัวใจที่เร่าร้อนอยู่แล้วของเขา ถูกเร่งเร้าให้เร่าร้อนมากขึ้นด้วยความทะยานอยากอันไม่มีขอบเขต ไม่ทราบว่าจะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน วัตถุอันวิจิตรตระการตานั้นช่วยเป็นเชื้อให้ความทะยานอยากโหมแรง กลายเป็นว่ายิ่งมีมากยิ่งอยากใหญ่ แม้จะมีเสียงเตือน และเสียงเรียกร้องอยู่ตลอดเวลาว่า ศีลธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนสังคมและคุ้มครองโลก แต่บุคคลผู้รับรู้และพยายามประคับประคองศีลธรรมมีน้อยเกินไป สังคมมนุษย์จึงวุ่นวายและกรอบเกรียมอย่างน่าวิตก "
....ฯลฯ....
(จากหนังสือ พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐)
******


*****
ที่นี่ไม่ขัดข้องหนอ  (คลิก)

*****