วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2558

..เก็บมาฝาก.." คำถามเดียวกัน "..


....อยากรวย..!!??
********
คำถามเดียวกัน
แต่ต่างคำตอบ
ต่างภพภูมิ 
ต่างวาระ
ต่างบารมี 
ต่างความคิด ต่างการกระทำ ต่างจุดมุ่งหมาย

ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์อยากจะทำอะไร ?"

เทวดาตอบว่า
"
เราจะพิจารณาธรรม เพราะมนุษย์มีกายสังขาร ที่เหมาะกับการพิจารณาธรรมมาก ร่างกายของมนุษย์เป็นเครื่องมือที่ใช้พิจารณาธรรมได้ดีที่สุด น่าอิจฉาพวกมนุษย์จริงๆ "
พญานาคตอบว่า
"
บวชสิ ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เราจะบวช ... เป็นพญานาคมีฤทธิ์มากก็จริง แต่บวชไม่ได้ พ้นทุกข์ไม่ได้ ไม่เหมือนมนุษย์ พระพุทธเจ้าไม่อนุญาตให้นาคบวช แต่มนุษย์บวชได้ มนุษย์ไปนิพพานได้ แสนประเสริฐ"
พระภูมิเจ้าที่ตอบว่า
"
ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง คราวนี้เราจะไปทำบุญใส่บาตรทุกวัน ไม่ต้องมานั่งรอคนอุทิศส่วนกุศลมาให้เราอีก ไปทำเองเลย เพิ่มบารมีได้เร็วทันใจดี"
สัตว์เดรฉานตอบว่า
"
ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เราจะสงเคราะห์สัตว์ตัวอื่นๆ ... เป็นสัตว์นั้นทุกข์มาก พูดก็ไม่ได้ คิดอะไรฉลาดๆ ก็ไม่ได้ ... เป็นมนุษย์มีสมอง มีปัญญา เราจะใช้ปัญญาของมนุษย์ทำให้ตัวเองไม่ต้องมาเป็นสัตว์อีก"
เปรตตอบว่า
"
เราไม่อยากมีหน้าตาน่าเกลียด ไม่อยากมีปากเท่ารูเข็ม มีรูปร่างสูงเหมือนต้นตาล ... ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เราจะถือศีล จะได้ไม่ต้องมาเป็นเปรตผู้หิวโหย อดๆ อยากๆ ทนทุกข์ทรมานแบบนี้"
สัตว์นรกในอเวจีตอบว่า
"
ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เราจะทำความดี จะไม่ผิดศีลอีก จะปฏิบัติธรรม ... เพราะนรกมันร้อน มันโหดร้าย อยู่แล้วมีแต่ความเจ็บปวด ทุรนทุราย ... ถ้าข้ามีโอกาสอีกครั้ง เราจะไม่ทำเลว เราไม่อยากทรมาน ไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นสัตว์นรกอีก"
แต่เมื่อถามคำถามเดียวกัน
มนุษย์ตอบว่า...อยากรวย...??? อนิจจาน่าสงสารมนุษย์ผู้ที่อยากรวยแต่ทรัพย์สมบัติภายนอก ทั้งที่มีโอกาสจะทำบุญกุศลมากกว่าเพื่อน ทำให้มีอริยทรัพย์คือทรัพย์อันประเสริฐเป็นของติดตัว อยู่ภายในใจ มี ๗ สิ่ง คือ 
-
สัทธา 
-
ศีล 
-
หิริ
-
โอตตัปปะ
-
พาหุสัจจะ
-
จาคะ 
-
ปัญญา
ขอแชร์ต่อดีมากๆ ขอให้ผู้ได้และอ่านเกิดปัญญา สาธุ
*********
 ขอขอบคุณ @Chidchom  Love King  จาก Facebook



******

วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2558

..เทศนาสามกาล..(๑)


..ฯลฯ..
๑๖.ความสำคัญของปฐมเทศนา มัชฌิมเทศนา และปัจฉิมเทศนา
      พระธรรมเทศนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใน ๓ กาล มีความสำคัญยิ่ง อันพุทธบริษัทควรสนใจพิจารณาเป็นพิเศษ คือ
      ก.ปฐมโพธิกาล  ได้ทรงแสดงธรรมแก่ปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี  เป็นครั้งแรกเป็นปฐมเทศนา เรียกว่า ธรรมจักรเบื้องต้นทรงยกส่วนสุด ๒ อย่าง อันบรรพชิตไม่ควรเสพขึ้นมาแสดงว่า  เทว เม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา ภิกษุทั้งหลาย ส่วนที่สุด ๒ อย่างอันบรรพชิตไม่พึงเสพ คือ กามสุขัลลิกา และ อัตตกิลมถา อธิบายว่า
            กามสุขัลลิกา เป็นส่วนแห่งความรัก
            อัตตกิลมถา เป็นส่วนแห่งความชัง
      ทั้ง ๒ ส่วนนี้เป็นตัว สมุทัย เมื่อผู้บำเพ็ญตบะธรรมทั้งหลายโดยอยู่ซึ่งทั้งสองข้อนี้ ชื่อว่ายังไม่เข้าทางสายกลาง
      เพราะเมื่อบำเพ็ญเพียรพยายามทำสมาธิ จิตสงบสบายดีเต็มที่ก็ดีใจ ครั้งเมื่อจิตนึกคิดฟุ้งซ่านรำคาญก็เสียใจ ความดีใจนั้นคือ กามสุขัลลิกา ความเสียใจนั้นแล คือ อัตตกิลมถา  ความดีใจก็เป็น ราคะ  ความเสียใจก็เป็นโทสะ
      ความไม่รู้เท่าในราคะ โทสะ ทั้งสองนี้เป็นโมหะ ฉะนั้น ผู้ที่พยายามประกอบความเพียรในเบื้องแรกต้องกระทบส่วนสุดทั้งสองนั้นแลก่อน ถ้าเมื่อกระทบส่วน ๒ นั้นอยู่
       ชื่อว่าผิดอยู่แต่เป็นธรรมดาแท้ทีเดียว ต้องผิดเสียก่อนจึงถูก แม้พระบรมศาสดาแต่ก่อนนั้นพระองค์ก็ผิดมาเต็มที่เหมือนกัน
        แม้พระอัครสาวกทั้งสอง ก็ซ้ำเป็นมิจฉาทิฐิมาก่อนแล้วทั้งสิ้น แม้สาวกทั้งหลายเหล่าอื่น ๆ ก็ล้วนแต่ผิดมาแล้วทั้งนั้น
       ต่อเมื่อพระองค์มาดำเนินทางกลาง ทำจิตอยู่ภายใต้ร่มโพธิพฤกษ์ได้ญาณ ๒ ในสองยามเบื้องต้นในราตรี ได้ญาณที่ ๓ คือ อาสวักขยญาณในยามใกล้รุ่ง จึงได้ถูกทางกลางอันแท้จริง
       ทำจิตของพระองค์ให้พ้นจากความผิด กล่าวคือส่วนทั้ง ๒ นั้น พ้นจากสมมติโคตร สมมติชาติ สมมติวาส สมมติวงศ์ และสมมติประเพณี ถึงความเป็นอริยโคตร อริยชาติ อริยวาส อริยวงศ์ และอริยประเพณี
        ส่วนอริยสาวกทั้งหลายนั้นเล่าก็มารู้ตามพระองค์ ทำให้ได้อาสวักขยญาณ พ้นจากความผิดตามพระองค์ไป
        ส่วนเราผู้ปฏิบัติอยู่ในระยะแรก ๆ ก็ต้องผิดเป็นธรรมดา แต่เมื่อผิดก็ต้องรู้เท่าแล้วทำให้ถูก เมื่อยังมีดีใจเสียใจในการบำเพ็ญบุญกุศลอยู่ ก็ตกอยู่ในโลกธรรม
       เมื่อตกอยู่ในโลกธรรม จึงเป็นผู้หวั่นไหวเพราะความดีใจเสียใจนั่นแหละ ชื่อว่าความหวั่นไหวไปมา อุปฺปนฺโน โข เม โลกธรรมจะเกิดที่ไหนเกิดที่เรา
        โลกธรรมมี ๘  มรรคเครื่องแก้ก็มี ๘  มรรค ๘ เครื่องแก้โลกธรรม  ๘
        ฉะนั้น พระองค์จึงทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทาแก้ส่วน ๒ เมื่อแก้ส่วน ๒ ได้แล้วก็เข้าสู่อริยมรรค ตัดกระแสโลก ทำใจให้เป็น จาโค ปฏินิสฺสคฺโค มุตฺติ อนาลโย (สละสลัดตัดขาดวางใจหายห่วง) รวมความว่า เมื่อส่วน ๒ ยังมีอยู่ในใจผู้ใดแล้ว ผู้นั้นก็ยังไม่ถูกทาง
        เมื่อผู้มีใจพ้นจากส่วนทั้ง ๒ แล้ว ก็ไม่หวั่นไหว หมดธุลี เกษมจากโมฆะ
        จึงว่าเนื้อความแห่งธรรมจักรสำคัญมาก พระองค์ทรงแสดงธรรมจักรนี้ยังโลกธาตุให้หวั่นไหว จะไม่หวั่นไหวอย่างไร เพราะมีใจความสำคัญอย่างนี้
        โลกธาตุก็มิใช่อะไรอื่น คือตัวเรานี้เอง ตัวเราก็คือธาตุของโลก หวั่นไหวเพราะเห็นในของที่ไม่เคยเห็น เพราะจิตพ้นนจากส่วน ๒ ธาตุของโลกจึงหวั่นไหว หวั่นไหวเพราะจะไม่มาก่อธาตุของโลกอีกแล
      ข.มัชฌิมโพธิกาล  ......(ยังมีต่อ)
**********
(จากหนังสือ มุตโตทัย จัดพิมพ์ครั้งที่ ๔ เพื่อเผยแพร่เป็นธรรมทาน เนื่องในงานอุปสมบทของคุณ วิทิต วรรณวิทยาภา )

      

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2558

บัณฑิต


.....ฯลฯ.....
ถาม  บัณฑิต แปลว่าอะไร  ?
ตอบ  บัณฑิต แปลว่า ผู้รู้ ผู้ฉลาด ผู้มีปัญญา
ถาม   แล้ว บัฑิต รู้ในเรื่องอะไร ?
ตอบ  ถ้าตอบให้ถูกต้องตามความจริง ก็ต้องตอบว่า..บัณฑิตสูงสุด หรือบัณฑิตในอุดมคติต้องเป็นผู้รู้เรื่อง " อริยสัจ ๔ " แต่ก็อาจจะดูยากเกินไป...ถ้างั้นตอบแค่ว่า ..บัณฑิต ต้องเป็น.." ผู้รู้ ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ 
ถาม เราไม่ได้บวช คงไม่ได้เป็นบัณฑิตสูงสุด เราเป็นแค่ชาวบ้าน ต้องประพฤติ ปฏิบัติตนยังไง จึงจะเรียกว่า..เป็นผู้ทำประโยชน์ให้แก่ตน และทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น ?
ตอบ  เป็นคำถามที่ดีมาก..ตั้งใจพินิจพิจารณาคำตอบนี้ให้ดีนะ จะสรุปประเด็นสำคัญให้ฟัง..พระพุทธองค์ทรงสอนว่า  อุบาสก  อุบาสิกา ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน และปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น นั้นต้อง
๑. มีศรัทธาในพระรัตนตรัย และชักชวนผู้อื่นให้เกิดศรัทธา
๒. รักษาศีล และชักชวนผู้อื่นให้รักษาศีล
๓. จาคะ เสียสละ และชักชวนให้ผู้อื่นให้จาคะ เสียสละ
๔. อยากเห็นพระภิกษุ พระภิกษุณี ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และชักชวนให้ผู้อื่นอยากเห็นพระภิกษุ พระภิกษุณี ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
๕. อยากฟังพระสัทธรรมของผู้มีพระภาคเจ้าและชักชวนให้ผู้อื่นอยากฟังพระสัทธรรม
๖.อยากทรงจำธรรม และชักชวนผู้อื่นให้อยากทรงจำธรรม
๗. อยากพินิจพิจารณาธรรมและชักชวนให้ผู้อื่นอยากพินิจพิจารณาธรรม
๘. เมื่อพิจารณารู้แจ้งผลประโยชน์ รู้แจ้งธรรม(รู้อรรถ รู้ธรรม)รู้เหตุ รู้ผลแล้ว อยากปฏิบัติธรรม และชักชวนผู้อื่นให้อยากปฏิบัติธรรม
                               (มหานามสูตร องฺอฏฺฐก.๓๗/๑๑๕)
.......ฯลฯ.......
(จากหนังสือ บัณฑิตยุคใหม่ ที่สังคมไทยต้องการ โดย ภิกษุณีรุ้งเดือน นนฺทญาณี(สุวรรณ) อารามภิกษุณีนิโรธาราม  สำนักพัฒนาคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
****

วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2558

พระสิทธัตถะ



...ประวัติมีอยู่ว่า  เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๒๓  ได้มีฝรั่งชาวอังกฤษท่านหนึ่งชื่อนายแพทย์ เบอร์นาร์ด ได้มาเที่ยวที่ประเทศอินเดียและได้มาพบเห็นประเพณีโบราณหลายอย่าง บางอย่างก็ดูทารุณโหดร้าย บางอย่างก็สกปรก บางอย่างล้าสมัยเหยียดหยามกัน นึกตำหนิอยู่ในใจ 
      เมื่อได้เที่ยวมาถึงพุทธคยา ได้มาชมประเพณีเวียนเทียนวันวิสาขบูชาที่เจดีย์พุทธคยา ได้เห็นประชาชนเวียนเทียนกราบใหว้ต้นโพธิ์ที่สัมมาสัมพุทธเจ้าเคยประทับนั่งตรัสรู้ก็นึกตำหนิในใจว่า ประชาชนพวกนี้โง่มากขนาดกราบไหว้ต้นไม้ได้ ครั้นสอบถามได้รับคำตอบว่าเป็นต้นไม้โพธิ์ที่ประทับนั่งตรัสรู้ของเจ้าชายสิทธัตถะในครั้งแรกทำให้เกิดศาสนาพุทธขึ้น  ฝรั่งผู้นี้ก็นึกในใจว่าเรื่องเจ้าชายสิทธัตถะเป็นเพียงนิยายที่แต่งขึ้นมานับถือเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องมีจริงนึกเหยียดหยามชาวพุทธอยู่ในใจว่าโง่งมงาย แต่ไม่พูดอะไรกลัวมีเรื่อง
      ครั้นกลับที่พักแล้วตอนดึกของคืนนั้นหลับฝันไปว่าตนเองได้ย้อนกลับมาที่พุทธคยานี้อีก แต่เห็นสถานที่แปลกตาออกไป เห็นต้นโพธิ์ใหญ่มีพระนั่งอยู่องค์หนึ่งมีรัศมีงดงามจึงเข้าไปถามว่าท่านเป็นใคร มานั่งที่นี่ทำไม ได้รับคำตอบว่า  " เราชื่อพระสิทธัตถะ สละราชสมบัติมาบวชและได้เคยมานั่งค้นคว้าพระธรรมที่นี่จนได้ตรัสรู้ "  ฝรั่งสงสัยจึงย้อนถามว่า เจ้าชายสิทธัตถะมีจริงหรือ  ทรงตอบว่า  ใช่ เจ้าชายสิทธัตถะมีจริงได้ตรัสรู้เป็นพระพุุทธเจ้าจริง ณ โคนต้นไม้โพธิ์นี้เป็นที่แรกตรัสรู้ของเรา  ท่านไม่เชื่อเพราะไม่เคยศึกษาเรื่องนี้มาก่อนเลย ท่านเก่งทางวิทยาศาสตร์แต่ท่านไม่ได้เก่งเรื่องธรรมะ  ถ้าท่านได้ศึกษาธรรมะท่านก็จะรู้ได้และจะไม่ไปตำหนิคนอื่นเขาอย่างนี้อีก สิ่งใดที่เราไม่เคยเรียนไม่เคยรู้ไม่เคยค้นคว้าศึกษามาก่อนแล้วจะไปว่าคนอื่นที่เขาศึกษาค้นคว้าว่าโง่เง่าอะไรนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถ้าท่านได้ศึกษาแล้ว พิสูจน์แล้วหากปรากฏว่าเหลวไหลไร้สาระจริงจึงประณามก็สมควรทำ ท่านไม่ศึกษาเลยแล้วมาประณามเช่นนี้เป็นสิ่งไม่ควรทำ  เป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรมอาจผิดพลาดได้  ในฝันของฝรั่งคิดในใจว่าถ้าตนเอากล้องถ่ายรูปมาจะถ่ายภาพพระสิทธัตถะองค์นี้ออกอวดชาวโลกว่าเจ้าชายสิทธัตถะมีจริงจะได้แก้ข้อสงสัยของชาวโลกได้ แต่ในฝันตนลืมกล้องถ่ายรูปไป ได้สนทนาได้รับคำตอบที่ถูกใจมาก จนลากลับ และได้ตื่นขึ้นในตอนเช้า
      ครั้นตื่นแล้วติดใจในความฝัน ลุกขึ้นค้นหากล้องถ่ายรูป คิดว่าจะไปถ่ายรูปนี้มาให้ได้ ครั้นอาบน้ำ รับประทานอาหารแล้วได้ไปซื้อฟิลม์มาใหม่ ๑ ม้วน ใส่กล้องออกเดินทางมาที่พุทธคยาอีกครั้ง ตั้งต้นถ่ายรูปไปทีละฟิลม์รอบต้นโพธิ์ นึกในใจว่าเจ้าชายสิทธัตถะมีจริงหรือ นั่งตรงใหนจึงได้ตรัสรู้ ถ้าจริงขอให้ติดสักภาพเถิด จะได้ไปอวดเขาได้ว่าเจ้าชายสิทธัตถะมีจริง ได้ถ่ายภาพต้นโพธิ์ทุกแง่ทุกมุม เสร็จแล้วถอดฟิลม์ให้ช่างล้างให้
       ปรากฏว่าได้ภาพเดียวคือภาพนี้ ภาพที่ถ่ายมาด้วยกันไม่ติดภาพอะไรเลยแม้แต่ต้นหญ้า ทั้งนี้เพราะฝรั่งตั้งใจขอภาพเดียว จึงได้ภาพเดียว
       ครั้นได้แล้วก็ดีใจกลับประเทศของตน อวดลูก อวดเมีย ก็ไม่เชื่อ ซ้ำยังถูกว่าโง่เง่าเชื่อในสิ่งเหลวไหลอีก จึงได้เก็บใส่กระเป๋าคงอยู่ในอัลบั้มอย่างนั้นไม่ได้อวดใครอีกต่อไป
      ฝรั่งผู้นี้ไม่รู้ว่าการปิดภาพบุคคลที่ทำบุญบารมีมาเพื่อโปรดสัตว์ ทำบารมีมามากมายหลายร้อยหลายพันชาติจนได้เป็นพระพุทธเจ้าโปรดโลกได้จริงเช่นนั้นเป็นบาป อย่างน้อยที่สุดใส่กรอบแขวนไว้ข้างฝาก็จะพ้นบาปไม่ผิดสัจจะที่ขอมาว่าจะให้ชาวโลกเขาดู
       เมื่อผิดสัจจะอย่างนี้ฝรั่งผู้นี้จึงประสบวิกฤติส่วนตัว ชีวิตผันผวนอย่างมาก ผิดหวังในชีวิตหลายอย่าง รู้สึกสิ้นหวังได้คิดถึงคำสอนของพระสิทธัตถะที่ว่า " ให้ทดลองศึกษาธรรมะดูบ้าง เพราะวิทยาศาสตร์ก็ศึกษาจนจบแล้ว "  ได้ตัดสินใจหิ้วกระเป๋าใบเก่ากลับมาขอบวชอยู่ที่วัดพุทธคยา  เมื่อคนไทยไปเที่ยวคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ ได้ไปสนทนากับท่าน ถามท่านว่ามีเหตุอะไรจึงได้มาบวช จึงได้ทราบเรื่องราวดังกล่าว..
******
(จากหนังสือสวดมนต์ฉบับพิเศษ เรียบเรียงโดย กนฺตสิริ ภิกฺขุ สำนักปฎิบัติธรรม(ถ้ำชี) ต.ไร่ส้ม อ.เมือง จ.เพชรบุรี)
*******

*********


*******************

******************************

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2558

...ของฝากจากยาย...

...๖ มกราคม ๒๕๕๘..  ๑๑.๒๐...
.......
"  กระบอกละเท่าไร..ยาย.."
"  กระบอกละสิบห้า..มัดละ ร้อยห้าสิบ..แบ่งขายนะ..ซื้อกี่กระบอกก็ได้.."
"  ขายหมด...ใหมยาย..."
"  ขายหมดทุกวันแหละ...ของใหม่ทุกวันนะ...เก็บไว้พรุ่งนี้ก็ไม่เสีย...ยายรับรอง.."
"  ยายมองกล้องหน่อย..  "
"...ไม่ละ..!! เขาชอบถ่ายรูปยาย บอกว่าจะเอาไปออกทีวี..ยายอายเขานะ !!??...ไม่อยากถ่ายรูปหรอก..."
"อยากรู้จักชื่อยายนะครับ..."
"..ไม่บอกหรอก ไม่อยากให้ใครรู้จักชื่อ.."
................
..ยายบอกว่า พักอยู่ที่บ้านเตาถ่าน..จะเข็นรถขายข้ามหลามจากบ้านเตาถ่าน ตามถนนสุขุมวิท ไปจนถึงแยกเจ...(ระยะทางที่เข็นรถเข็นไปประมาณ ๓ - ๔ กม...จะพบกับยายช่วงเวลาประมาณ ๑๐๐๐ - ๑๑๐๐ น.)
(ขอบคุณ"ยาย" รถเข็นขายข้ามหลาม ริมถนนสุขุมวิท ช่วง บ้านเตาถ่าน - แยก เจ)