วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

..ของหนักเน้อ...

(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่ขึ้น)

ภารา หะเว ปัญจะ ขันธา..
ขันธ์ทั้งห้า เป็นของหนักเน้อ..
บุคคลแหละ  เป็นผู้แบกของหนักพาไป
การแบกถือของหนัก เป็นความทุกข์ในโลก
การสลัดของหนัก ทิ้งลงเสีย เป็นความสุข
พระอริยเจ้า สลัดทิ้งของหนัก ลงเสียแล้ว
ทั้งไม่หยิบฉวยเอาของหนักอันอื่นขึ้นมาอีก
ก็เป็นผู้ถอนถอนตัณหาขึ้นได้ กระทั่งราก
เป็นผู้หมดสิ่งปรารถนา ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ
                                                                    (ภารสุตตคาถา)
********


วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

มะม่วงหล่นแล้ว...

..มดแดงเฝ้ามะม่วง..

     ปีนี้มะม่วงที่บ้านออกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็พอมีให้เก็บได้บ้าง นึกถึงตอนเป็นเด็กหน้ามะม่วงออกทีไรต้องไปบ้านย่าที่ท่าต้นจิก อาเคี้ยง อาเทิง เก็บมะม่วงฝากมาให้หลาน ๆ กินที่บ้านยาย บ้านยายไม่มีต้นมะม่วงเพราะหน้าน้ำ น้ำก็ขึ้นสูงจนถึงใต้ถุนบ้านทุกปีเลยไม่ได้ปลูกมะม่วง เห็นแต่กอไผ่ มะดัน มะขามเปรี้ยวมีอยู่ต้นหนึ่ง  พวกนี้สู้น้ำได้ดีมากเลยหน้าน้ำสามเดือนนี่ยืนต้นอยู่ได้แบบสบาย...
      "อกร่อง" นี่เป็นยอดนิยมในสมัยนั้นลูกไม่ค่อยใหญ่เท่าไรแต่รสชาดถือว่าเป็นยอด แต่เดี๋ยวมีชื่อเรียกเยอะแยะไปหมดจำไม่ค่อยได้  จากบ้านยายมาหลายสิบปีแล้วตอนนี้ที่บ้านใหม่พอมีที่ว่างปลูกมะม่วงได้ต้นหนึ่ง  ต้นนี้ปลูกเมื่อห้าปีที่แล้วตอนซื้อมาคนขายบอกว่าเป็น"เขียวใหญ่"


    
       ..เขียวใหญ่..ต้นนี้เพิ่งออกผลเป็นปีแรก  ช่วงที่ยังลูกเล็กประมาณหัวแม่มือนับได้ประมาณยี่สิบกว่าลูก ก็ด้อม ๆ มอง ๆ ดูทุกวัน จนถึงวันนี้เหลือเพียงสิบเอ็ดลูก ก็คงจะทยอยเก็บไปทีละลูกสองลูก   เมื่อสองวันก่อนยืนมองอยู่ใต้ต้นเห็นผิวเริ่มออกเหลืองอ่อน ๆ ก็เอาบันไดฟาดต้นเด็ดลงลูกหนึ่งลองเอาไม้บรรทัดมาวัดได้ยาวประมาณ ๑๐ นิ้ว ลองชั่งดูแล้วเกือบหนึ่งกิโลกรัม..ก็เฝ้ารอลูกต่อไปให้เหลืองอีกสักหน่อยจักปีนขึ้นไปเก็บลงมาไม่ให้ช้ำเลย ..แต่เมื่อเช้านี้ลงไปดูเหมือนเช่นเคย ลูกที่หมายตาไว้ว่าจะเก็บ ๆ ...ขั้วถูกแทะหล่นลงมาอยู่ที่ใต้ต้น...นี่ยังหา"จำเลย"ไม่ได้เลยว่าใครกันนะ ที่แอบมาเจาะขั้วมะม่วงลูกสวยของเราหล่นพื้นซะแล้ว...

**************



ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมเยียนครับ..

วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557

เก็บมาฝาก...ใจ - ใจ - ใจ


 ..ธรรมะเป็นเรื่องของใจ..
  * ปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร
            ปฏิบัติธรรมเพื่อให้ใจพ้นทุกข์ได้เท่านั้นเอง
   * ใจพ้นทุกข์นั้นเป็นอย่างไร
            ใจพ้นทุกข์ คือการทำใจให้ได้ต่อการได้ลาภ ยศ เกียรติ สรรเสริญ จิตก็ไม่หลงยินดี ไม่หลงในสิ่งที่ได้ ในขณะเดียวกันหากมีการสิ้นลาภ สิ้นยศ สิ้นเกียรติ สิ้นสรรเสริญ อีกทั้งมีคำตำหนินินนทา อันเรียกว่าโลกธรรม ๘ ใจก็ปกติ ไม่ตื่นเต้นหวั่นไหวแม้แต่นิดเดียวต่อการสูญสิ้น
             เมื่อใดทำใจไม่ได้ ก็ต้องทุกข์ใจอยู่ร่ำไป หากทำใจได้แล้วก็สบายใจ จริงไหม
  * ธรรมะแห่งพุทธะ ทั้งหมดอยู่ที่ความปล่อยวางของใจ 
     ธรรมะแห่งพุทธะ เป็นเรื่องของใจ
            หากกายไม่มีใจ เช่น ศพต่าง ๆมันก็ทำอะไรไม่ได้ เคลื่อนไหวไม่ได้ แข็งเหมือนท่อนไม้ ใครจะฝังจะเผา จะทำอะไร มันไม่ว่าอะไร ไม่ร้องว่าเจ็บว่าปวด ใช่ไหม เพราะมันคือ ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ มารวมกันเป็นรูป ร่างกายขณะหนึ่ง แต่พอมี " ใจ " มาอาศัยอยู่ในนั้น มันก็เคลื่อนไหวได้ ทำอะไร ๆ ก็ได้ มันมีความเจ็บปวด สุข ทุกข์ ชอบ ไม่ชอบ ที่เป็นความรู้สึกเกิดขึ้นเรียกว่า " ธาตุรู้ "และธาตุรู้นี้แหละที่เรียกว่า " จิต " ก็ได้ " ใจ " ก็ได้ ตัวนี้แหละที่มันเกิดสุขและทุกข์ มันเกิดที่นี่แหละ จริงไหม
           เพราะกายแท้ ๆ ที่ไม่มีจิตใจอาศัยอยู่ เช่น ศพต่าง ๆ เป็นต้น ขณะนั้นมันไม่แสดงความทุกข์เจ็บปวดให้เห็นเลย ใช่ไหม จริงหรือไม่จริง
         * ทุกข์แท้ ๆ อยู่ตรงใหน เกิดตรงใหน
         * ทำไมมันถึงทุกข์
         * ค้นหาเอาเอง
         * ใจใครทุกข์ ก็หาที่ใจคนนั้น
         * ใจเราทุกข์ ก็หาที่ " ใจเรา " นั่นแหละ
          * จึงจะพ้นทุกข์ได้จริงในที่สุด
                                    ******
(จากหนังสือ " กตัญญูกตเวทิตาทาน " เพื่อนใจผู้ไฝ่ธรรม )

วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2557

นานไปเขาก็ลืม

(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่ขึ้น)

"เกิดมาทั้งที มันก็ดีอยู่แต่เมื่อเป็น อีกสามร้อยปี 
ก็ไม่มีใครจะเห็น....นานไปเขาก็ลืม..." 
(เพลงเดินหน้า พระนิพนธ์ของ"เสด็จเตี่ย"กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์)
    ขออนุญาตไปต่อจากบันทึกครั้งที่แล้ว(คลิกที่นี่) มาสัตหีบเมื่อใดก็ต้องขึ้นไปไหว้ศาล"เสด็จเตี่ย"ที่แหลมปู่เจ้าในฐานทัพเรือสัตหีบ สถานที่ที่ผมเคยมาทำงานแต่ก่อนเรียกว่า สน.สส.(สถานีทหารเรือสัตหีบ) ใกล้ ๆ กับศาลยังเป็นที่ตั้งของกระโจมไฟเขตอุดมศักดิ์ ด้วย
*****
หลังจากลงมาจากเขาแหลมปู่เจ้า 
ก็แวะสักการะหลวงพ่ออี๋ ที่วัดสัตหีบ


อ่าวดงตาล ช่วงปิดเทอมมีเยาวชนมาฝึกเล่นเรือใบ
ที่สโมสรเรือใบของกองเรือยุทธการ 
นอกจากนี้แล้วฐานทัพเรือสัตหีบก็ยังมี
บริการลอยอังคารที่อ่าวดงตาลนี้ด้วยครับ

ผ่านจากอ่าวสัตหีบไปแล้ว ขับรถไปเรื่อย ๆ ทางช่องแสมสาร เดี๋ยวนี้ทหารเรือพัฒนาชายหาด
ที่ในพื้นที่รับผิดชอบให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว
ที่ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้ครับ
"หาดน้ำหนาว"มีจุดชมวิวพร้อมสักการะศาลเสด็จเตี่ย

....พอออกจากหาดน้ำหนาวตามเส้นทางไปแสมสาร จุดหมายต่อไปคือ "พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาและทะเลไทย" 
ตั้งอยู่ที่ เขาหมาจอ ตรงข้ามกับเกาะแสมสาร

พิพิธภัณฑ์ฯเปิดทุกวัน ๐๙๐๐ - ๑๗๐๐ น.
ไม่เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์
ค่าบำรุง นร.ไม่เกิน ม.๖ คนละ ๒๐ บาท
ผู้ใหญ่คนละ ๕๐ บาท
ผู้สูงอายุ นักบวช ทหารเรือในเครื่องแบบ เด็กความสูงไม่เกิน ๑๑๐ ซม.
และผู้มาสักการะศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ไม่ต้องเสียค่าบำรุง


ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

จากศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน มีทางเดินตามไหล่เขา
เพื่อชมพิพิธภัณฑ์ฯ อาคารจำนวน ๕ หลัง
      กองทัพเรือได้พิจารณาจัดตั้ง พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย ที่ริมทะเลบริเวณเขาหมาจอ ตรงข้ามเกาะแสมสาร อันเนื่องมาจากพระราชดำริของ สมเด็จพระเทพรัตนสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พระองค์ยังได้ฝากงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลนี้ไว้ต่อกองทัพเรือ โดยมีพระราชกระแสต่อผู้บัญชาการทหารเรือ เมื่อ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ว่า " ให้กองทัพเรือทำงานนี้เพื่อความมั่นคงของประเทศ "(จากเอกสารแผ่นพับแจกจ่ายของพิพิธภัณฑ์ฯ)

...เริ่มจากอาคารที่ ๑ เทิดพระเกียรติมหาราช อาคารที่ ๒ ปวงปราชญ์ร่วมรวมใจ แต่ละอาคารจะตั้งเรียงกันขึ้นไปตามไหล่เขา จนถึงอาคารที่ ๔  ส่วนอาคารที่ ๕ จะอยู่บนยอดเขา ห่างขึ้นไปอีกประมาณ ๔๐๐ เมตร ครับ


ทางเดินขึ้นสดวกสบาย

อาคาร ๕

จุดชมวิวบนยอดเขาที่เป็นที่ตั้งของอาคาร ๕

บนจุดชมวิวนี้จะมองเห็นบริเวณช่องแสมสาร  
เกาะแสมสาร และพื้นทะเลโดยรอบได้อย่างชัดเจน
หลังจากลงจากเขาแล้วก็เดินลงไปริมทะเลตาม
สะพานคอนกรีต เส้นทางศึกษาธรรมชาติชายฝั่งทะเล
ซึ่งจะเชื่อมต่อกับท่าเทียบเรือเขาหมาจอที่จะไปเกาะแสมสาร
เขาหมาจอมองจากท่าเทียบเรือ
จะเห็นอาคาร ๕ บนยอดเขา
กิจกรรมให้อาหารปลาที่ท่าเทียบเรือ
"คนรักปลา"
*****

เข้าท่า...กลับมาจากเกาะ


   ...คงจะต้องกลับไปที่แสมสารอีกสักครั้งเพื่อข้ามไปเที่ยวที่เกาะแสมสาร..และยังมีหาดทรายสวยงามอีกหลายหาดที่ยังไม่ได้ไปชม

...ของฝากจากแสมสารครับ...


" SEAL Thailand "

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ