....พระพุทธคุณบทนี้แปลตามศัพท์ว่าผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
วิชชาได้แก่ความรู้ที่ถูกต้องถ่องแท้แจ่มแจ้งตามเป็นจริง วิชชานี้ที่ตรัสแสดงไว้เองถึงพระองค์เมื่อทรงเป็นพระโพธิสัตว์ ได้ปฏิบัติในข้อปฏิบัติซึ่งเป็นเครื่องดำเนินถึงวิชชา
ที่เรียกว่าจรณะก็ได้ ก็ได้ทรงบรรลุวิชชา
และวิชชาที่ได้ตรัสแสดงไว้โดยมากก็คือวิชชา ๓ อันได้แก่ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความรู้จักระลึกชาติหนหลังได้ จุตูปปาตญาณ ความรู้จักจุติ
และบังเกิดอาสวักขยญาณ ความรู้เป็นเหตุสิ้นอาสวะ
คือกิเลสที่ดองจิตสันดาน...(สมเด็จพระญาณสังวร)
วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
พุทธคุณ(๕)
...พระพุทธคุณบทนี้ ซึ่งประกอบด้วยคำว่า สัมมา
สัง และ พุทธะ สัมมา นั้นแปลว่าโดยชอบ สัง แปลว่า สามัง คือเอง พุทธะ ก็ตรัสรู้
รวมกันเป็นสัมมาสัมพุทธะที่แปลว่าผู้ตรัสรู้โดยชอบและเอง
หรือแปลว่าผู้ตรัสรู้เองโดยชอบก็ได้
คำว่าโดยชอบนี้มีความหมายถึงว่า
ความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นความตรัสรู้โดยชอบคือถูกต้อง
และมีความหมายอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นความตรัสรู้โดยชอบที่มีพยาน
หรือผู้รับรองในความตรัสรู้นั้น ว่าเป็นความตรัสรู้โดยชอบหรือถูกต้อง
ความหมายประการแรกว่าโดยชอบหรือถูกต้อง ก็หมายถึงว่า
ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้นเป็นความถูกต้อง ที่อาจยกเอา สัมมัตตะ คือความเป็นสิ่งถูกต้อง
หรือความเป็นสิ่งชอบ ซึ่งได้ตรัสแสดงไว้ ๑๐ ประการ คือมรรคมีองค์ ๘ อันได้แก่สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ
สัมมาสังกัปปะความดำริชอบ ทั้ง ๒ นี้รวมเข้าเป็นปัญญา สัมมาวาจาเจรจาชอบ
สัมมากัมมันตะการงานชอบ สัมมาอาชีวะเลี้ยงชีวิตชอบ ๓ นี้รวมเข้าเป็นศีล
สัมมาวายามะเพียรชอบ สัมมาสติระลึกชอบ สัมมาสมาธิตั้งใจชอบ ๓ นี้รวมเข้าเป็นสมาธิ
หรือจิตตสิกขา จึงรวมเข้าเป็นปัญญาหรือปัญญาสิกขา
รวมเข้าเป็นศีลหรือสีลสิกขา รวมเข้าเป็นสมาธิหรือจิตตสิกขา นี้เป็น ๘ กับอีก ๒ คือ สัมมาญาณะ ความหยั่งรู้ชอบ สัมมาวิมุติ ความพ้นชอบ สัมมาญาณะความหยั่งรู้ชอบนั้น
ก็อาจยกญาณ ๓ ขึ้นแสดงได้
คือญาณความหยั่งรู้ที่ระลึกขันธ์เป็นที่อาศัยอยู่ในกาลก่อน คือระลึกชาติได้
ญาณที่หยั่งรู้ความจุติคือความเคลื่อน
อุปบัติคือความเข้าถึงภพชาตินั้นๆของสัตว์ทั้งหลาย
และญาณคือความหยั่งรู้เป็นเหตุสิ้นอาสวะกิเลสที่ดองจิตสันดาน
สัมมาวิมุติหรือวิมุติความหลุดพ้นชอบ
ก็คือความหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวงสิ้นเชิง
รวมเป็นสัมมัตตะคือความเป็นสิ่งชอบหรือถูกต้อง พระพุทธเจ้าตรัสรู้โดยชอบ
ก็โดยเป็นสัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบเป็นต้น เหล่านี้...(สมเด็จพระญาณสังวร)
วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
พุทธคุณ(๔)
..อรหํ ในความหมายว่าผู้สมควร ..ความหมายที่เป็นพระพุทธคุณนี้ คือเป็นผู้ที่สมควร
เป็นผู้ที่สมควรตั้งต้นแต่ในทางปฏิบัติเพื่อที่จะได้ตรัสรู้
เมื่อก่อนจะตรัสรู้ก็อยู่ในฐานะที่ทรงเป็นพระโพธิสัตว์
และก็ได้ทรงเรียกพระองค์เองว่าโพธิสัตว์ ก่อนที่จะได้ตรัสรู้
ได้ทรงปฏิบัติในมัชฌิมาปฏิปทาข้อปฏิบัติที่เป็นหนทางกลางได้สมบูรณ์
เป็นผู้ที่สมควรจะตรัสรู้ จึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
ถ้าไม่เป็นผู้ที่สมควรจะตรัสรู้ ก็ไม่อาจจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ เพราะฉะนั้น จึงทรงเป็นผู้ที่สมควร เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติ
มีคุณปฏิบัติอันสมควร อันสมบูรณ์ อันเหมาะสมแก่ความที่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
จึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ...(สมเด็จพระญาณสังวร)
วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
พุทธคุณ(๓)
..อรหํ ว่าผู้หักกำแห่งสังสารจักร สังสาระ หรือสงสารแปลว่าท่องเที่ยวไป จักร ก็คือ จักกะ หรือ จักกระ ที่แปลว่าล้อ ล้อแห่งเกวียน ล้อแห่งรถ ก็เรียกว่าจักร คือจักกระ หรือจักกะ สังสาระจักรก็คือล้อแห่งการท่องเที่ยวไป หรือว่าล้อที่เป็นเครื่องท่องเที่ยวไป คือล้อที่หมุนนำให้ท่องเที่ยวไป และกำของสังสาระจักร ก็คือกำของล้อแห่งการท่องเที่ยวไปดังกล่าว อันล้อนั้นพระอาจารย์ได้แสดงไว้ว่าย่อมมีดุม มีกำ มีกง นำเข้ามาเทียบกับธรรมะที่ตรัสแสดงในปฏิจจสมุปบาทคือธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น ท่านเทียบไว้ว่า ดุมก็เปรียบเหมือนอย่างอวิชชา กง ก็เปรียบเหมือนชรามรณะ ดุมคืออวิชชาเป็นต้น กงคือชรามรณะ ซึ่งหมายรวมถึงโสกะปริเทวะเป็นต้นด้วย ก็เป็นเหมือนกงเป็นปลาย ส่วนกำก็เหมือนอย่างปัจจยาการที่เหลือทั้งหมด ระหว่างอวิชชาและชรามรณะ พร้อมทั้งโสกะปริเทวะเป็นต้น...(สมเด็จพระญาณสังวร)
วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
พุทธคุณ(๒)
...อรหํ ตามความหมายที่ ๒ ว่า ผู้กำจัดข้าศึก
ผู้ทำลายข้าศึก ......พระพุทธเจ้าทรงกำจัดข้าศึก
หมายถึงทรงกำจัดข้าศึกภายในคือกิเลส
พร้อมทั้งบาปอกุศลทุจริตทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นเพราะกิเลสได้สิ้นเชิง
ด้วยว่ากิเลสนั้น ชื่อว่าเป็นข้าศึก ซึ่งเป็นผู้ทำลายล้าง
คือเป็นผู้ทำลายล้างคุณงามความดีทั้งหลาย ทำลายล้างความสุข ดังจะพึงเห็นได้ว่าเมื่อกิเลสบังเกิดขึ้น
เช่นโลภะความโลภ หรือราคะความติดใจยินดี โทสะความขัดเคือง โมหะความหลง
หรือที่เรียกว่าตัณหาความดิ้นรนทะยานอยาก ย่อมทำให้จิตใจเดือดร้อน
เหมือนอย่างก่อไฟขึ้นในใจ เผาใจตนเอง ฉะนั้น
จึงเรียกกิเลสเหล่านี้ว่าเป็นอัคคีคือไฟ ดังที่เรียกว่าไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ
ไฟคือโมหะ ในอาทิตตปริยายสูตรของพระพุทธเจ้า ...(สมเด็จพระญาณสังวร)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
