วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สัมมาทิฏฐิสูตร(๑๘)


.. รู้จักนามรูปก็คือรู้จัก นาม อันได้แก่ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ รู้จัก รูป ก็คือรู้จักมหาภูตรูปทั้ง ๔ และอุปาทายรูป รูปอาศัยแห่งมหาภูตรูปทั้ง ๔ นั้น......รู้จักเหตุเกิดแห่งนามรูป ก็คือรู้จักว่าเพราะวิญญาณเกิด นามรูปจึงเกิด รู้จักความดับนามรูป ก็คือรู้จักว่าเพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับนามรูป ก็คือรู้จักมรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบเป็นต้น ..(สมเด็จพระญาณสังวร)

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สัมมาทิฏฐิสูตร(๑๗)


..อายตนะนี้ ก็เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า มีอยู่ ๒ อย่างคู่กัน อันได้แก่อายตนะภายใน กับอายตนะภายนอก อายตนะภายในนั้นก็ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และมนะคือใจ อายตนะภายนอกนั้นก็ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะสิ่งที่กายถูกต้อง และธรรมะคือเรื่องราว 
    คำว่าอายตนะนี้แปลว่าที่ต่อ อันหมายความว่าอายตนะภายใน กับอายตนะภายนอกต่อกัน คือ ตากับรูปต่อกัน หูกับเสียงต่อกัน จมูกกับกลิ่นต่อกัน ลิ้นกับรสต่อกัน กายกับโผฏฐัพพะสิ่งถูกต้องต่อกัน มโนคือใจกับธรรมะคือเรื่องราวต่อกัน ฉะนั้น จึงเรียกว่าอายตนะ ..(สมเด็จพระญาณสังวร)

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สัมมาทิฏฐิสูตร(๑๖)


...รู้จักผัสสะ ก็คือรู้จักสัมผัส ๖ อันได้แก่ จักขุสัมผัส สัมผัสทางตา โสตะสัมผัส สัมผัสทางหู ฆานะสัมผัส สัมผัสทางจมูก ชิวหาสัมผัส สัมผัสทางลิ้น กายสัมผัส สัมผัสทางกาย และมโนสัมผัส สัมผัสทางใจ 
    รู้จักเหตุเกิดแห่งผัสสะ ก็คือรู้จักว่าผัสสะเกิดขึ้นเพราะอายตนะ ๖ เกิดขึ้น 
    รู้จักความดับผัสสะ ก็คือรู้จักว่าผัสสะดับก็เพราะอายตนะ ๖ ดับ 
    รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับผัสสะ ก็คือรู้จักมรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น ..(สมเด็จพระญาณสังวร)

วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สัมมาทิฏฐิสูตร(๑๕)


....ดังที่มีเรื่องเล่าถึงพระนางสามาวดีที่ถูกไฟครอกสิ้นพระชนม์ในปราสาท โดยที่มีผู้ริษยาจุดไฟเผาปราสาทที่พระนางได้ประทับอยู่ และปิดกั้นประตูมิให้ออกได้ ได้มีแสดงว่าพระนางได้เจริญ เวทนาปริคคหกรรมฐาน คือกรรมฐานที่กำหนดเวทนา กำหนดดูเวทนาที่เกิดขึ้นในขณะที่ถูกไฟเผาร่างกาย และเมื่อได้ตั้งใจกำหนดดูจริงๆ ก็จะมีความแยกระหว่างกาย กับผู้ดูผู้รู้ คือผู้ที่กำหนดเวทนานั้นชื่อว่าเป็นผู้ดูผู้รู้ สิ่งที่ถูกกำหนดดูก็คือกาย และเมื่อแยกออกจากกันได้ อันหมายความว่าสติที่กำหนดดูกำหนดรู้นั้นมีกำลัง   เวทนาที่เป็นทุกข์จึงอยู่แค่กาย คืออยู่ที่กาย มิใช่อยู่ที่จิตใจ หรือมิใช่อยู่ที่ผู้กำหนดดูกำหนดรู้ เมื่อเป็นดั่งนี้ จึงชื่อว่าแยกกายออกจากใจได้ เมื่อแยกกายออกจากใจได้ ใจก็ไม่ต้องรับเป็นทุกขเวทนาทางใจ ทุกขเวทนาก็เป็นทุกขเวทนาของกาย แต่ว่าไม่เป็นทุกขเวทนาของใจ  สติที่กำหนดดูกำหนดรู้ เวทนานี้จึงแยกได้ดั่งนี้ ...(สมเด็จพระญาณสังวร)

วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สัมมาทิฎฐิสูตร(๑๔)


......สิ่งที่ไปกับตัณหา ก็ได้แก่ นันทิ ความเพลิน ... ราคะ  ความติดใจยินดี...มีความอภินันท์  มีความยินดียิ่ง ๆ ขึ้นไปในอารมณ์นั้น  ตัณหาย่อมให้ผลเป็นไปเพื่อภพใหม่  ทั้งในปัจจุบันและในภายหน้า...(สมเด็จพระญาณสังวร)