แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 091158 Channel แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 091158 Channel แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

เก็บมาฝาก


 Never explain yourself 


to anyone. Because the person who likes you doesn't need it. And the person who dislikes you won't believe it. It's a waste of time and energy to justify your actions or feelings to those who don't truly understand or care. Focus your efforts on building relationships with people who appreciate you for who you are, without needing explanations. Remember, your worth isn't determined by the opinions of others. Trust your instincts and live authentically, without feeling the pressure to explain every decision or action. Your energy is valuable; don't squander it on those who don't deserve it.

******

Cr.https://www.facebook.com/share/p/MMTeypfG8TGhn1S6/?mibextid=oFDknk

******

อย่าอธิบายตัวเองให้ใคร


ฟังเลย เพราะคนที่ชอบคุณ ไม่ต้องการมัน และคนที่ ไม่ชอบคุณก็จะไม่เชื่อคุณ การอธิบายการกระทำหรือ ความรู้สึกของคุณให้คนที่ไม่ เข้าใจหรือไม่สนใจคุณจริงๆ เป็นการเสียเวลาและพลังงาน โดยเปล่าประโยชน์ จงมุ่ง ความพยายามของคุณไปที่ การสร้างความสัมพันธ์กับคน ที่ชื่นชมคุณในแบบที่คุณเป็น โดยไม่ต้องการคำอธิบาย จำ ไว้ว่าคุณค่าของคุณไม่ได้ถูก กำหนดโดยความคิดเห็นของ คนอื่น เชื่อสัญชาตญาณของ คุณและใช้ชีวิตอย่างเป็นตัว ของตัวเอง โดยไม่รู้สึกกดดัน ที่จะต้องอธิบายการตัดสิน ใจหรือการกระทำทุกอย่าง พลังงานของคุณมีค่า อย่าใช้มันไปกับคนที่ไม่สมควรได้รับ

****



วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

กงกรรมกงเกวียน


 ทำอย่างไรไว้ย่อมได้สิ่งนั้น

               นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นใน ค.ศ. ๑๘๙๒ ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา นักเรียนหนุ่มวัย ๑๘ ปีผู้หนึ่ง ต้องดิ้นรนหาเงินมาชำระค่าเทอมที่มหาวิทยาลัย เขาเป็นเด็กกำพร้า ไม่ทราบว่าจะหันหน้าไปทางไหนเพื่อหาเงินมาเป็นค่าเล่าเรียน แต่แล้วก็เกิดความคิดที่สดใส เขากับเพื่อนคนหนึ่งตัดสินใจว่าจะจัดงานคอนเสิร์ตดนตรีขึ้นในมหาวิทยาลัยเพื่อหาเงินมาเป็นทุนการศึกษา

               พวกเขาไปเชิญนักเปียโนผู้มีชื่อเสียงให้มาเป็นผู้เปิดการแสดงคอนเสิร์ต นักเปียโนท่านนั้นชื่อ อิกนาซี เจ ปาดีริวสกี ผู้จัดการของคุณปาดีริวสกีเรียกร้องค่าจัดการแสดง ๒,๐๐๐ ดอลลาร์ (เป็นเงินถึง หกหมื่นกว่าบาทในปี 1892 ถือว่าแพงมากๆ) ทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญากัน

             ...แต่สวรรค์ช่างไม่ปราณี หนุ่มน้อยทั้งสองขายบัตรได้ไม่มากพอ เมื่อรวบรวมเงินที่ขายบัตรทั้งหมดแล้วได้เงินมาเพียง ๑,๖๐๐ ดอลลาร์ ภายหลังการแสดงจบสิ้นลง พวกเขาไปหาปาดีริวสกี ชี้แจงความจริงให้ทราบ พวกเขายกเงินที่ขายบัตรได้หมดให้ปาดีริวสกี พร้อมเช็คอีก ๑ ใบ เป็นเงิน ๔๐๐ ดอลลาร์ และสัญญาว่าจะหาเงินเข้าบัญชีให้เร็วที่สุด

            ปาดีริวสกีกล่าวว่า   “นี่เป็นเรื่องที่ผมยอมรับไม่ได้นะครับ” 

เขาฉีกเช็คใบนั้นแล้วคืนเงิน ๑,๖๐๐ เหรียญให้หนุ่มน้อยทั้งสอง

               “พวกคุณหักค่าใช้จ่ายในการจัดการแสดงให้ครบถ้วน แล้วเก็บเงินจำนวนที่คุณต้องจ่ายค่าเทอมเอาไว้ เหลือเงินเท่าไร คุณค่อยมอบให้ผมนะครับ”

              แม้มันจะเป็นความเมตตาเพียงเล็กน้อย แต่การกระทำของปาดีริวสกีก็เป็นเครื่องบ่งชี้ได้ว่า เขาเป็นคนดีเลิศ มีจิตใจที่เปี่ยมเมตตา ...

         เราทุกคนคงเคยเจอสถานการณ์เช่นนี้มาบ้างแล้วในชีวิตจริง และส่วนใหญ่ พวกเราจะคิดกันว่า 

        “ถ้าเราช่วยเขาแล้ว เราจะได้อะไรบ้างเล่า” 

แต่คนดีนั้นจะคิดว่า 

         “ถ้าเราไม่ช่วยเขาแล้ว พวกเขาจะเป็นอย่างไร” 

          พวกเขาให้ความช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่คาดหวังสิ่งตอบแทน พวกเขาทำไปเพราะรู้สึกสมควรว่าต้องทำเช่นนั้น

ต่อมา ปาดีริวสกีกลายเป็นนายกรัฐมนตรีโปแลนด์ ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ ประชากรโปแลนด์อดอยากและหิวโหย รัฐบาลไม่มีเงินพอจะซื้ออาหารมาเลี้ยงดูประชาชน 

                 ปาดีริวสกีตัดสินใจร้องขอความช่วยเหลือไปยังองค์การอาหารเพื่อการบรรเทาทุกข์แห่งสหรัฐอเมริกา หัวหน้าองค์การนี้ชื่อ    เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ ซึ่งต่อมากลายเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ฮูเวอร์ส่งเรือบรรทุกอาหารไปยังโปแลนด์ พลิกสถานการณ์ภัยพิบัติได้ในเวลาอันสั้น

             ปาดีริวสกีตัดสินใจเดินทางไปสหรัฐฯเพื่อขอบคุณฮูเวอร์ด้วยตนเอง เมื่อเขาเริ่มกล่าวคำขอบคุณ ฮูเวอร์ก็ตัดบทเขาโดยกล่าวว่า 

         “ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านไม่ควรต้องขอบคุณผมเลยนะครับ ท่านอาจจำเรื่องราวไม่ได้แล้ว แต่หลายปีก่อน ท่านได้ช่วยนักเรียนหนุ่มสองคนให้ได้เรียนมหาวิทยาลัย ผมเป็นหนึ่งในสองคนนั้นครับ”


             โลกนี้ช่างน่าอัศจรรย์ ทำอย่างไรไว้ย่อมได้สิ่งนั้นกลับคืน กงกรรมกงเกวียนเกิดขึ้นอยู่เสมอ

******

Cr.https://www.facebook.com/share/p/mkSNw5Em1wbnZPLY/?mibextid=oFDknk

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

ชาติหน้า


 ชาติหน้า จะไม่ได้พบกันอีก..


•..บันทึกที่เหลียงจี้จางนักจัดรายการวิทยุยอดนิยมของฮ่องกง เขียนให้ลูกชาย แพร่หลายมากในโลกออนไลน์ภาษาจีน ::...


.. ลูกพ่อ : พ่อเขียนบันทึกช่วยจำนี้ให้ลูก ด้วยเหตุผล 3 ข้อ


1. ชีวิตคนเราโชคเคราะห์ไม่แน่นอน ไม่มีใครรู้ว่าจะอยู่ได้นานเพียงใด เรื่องบางเรื่อง "พูดเร็ว" สักหน่อยจะดีกว่า


2. พ่อเป็นพ่อของลูก ถ้าพ่อไม่บอก ก็คงไม่มีใครบอก


3. สิ่งที่พ่อบอกในบันทึกนี้ ล้วนเป็นประสบการณ์ที่พ่อได้มาจากความพ่ายแพ้ จะช่วยให้ลูกเดินทาง "ผิดพลาด" น้อยลง

.....


..ต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ลูกควรจดจำในชีวิต


1. คนที่ทำไม่ดีกับลูก ลูกอย่าได้ติดใจนัก ในชีวิตของลูก ไม่มีใครมีหน้าที่ต้องทำดีกับลูก นอกจากพ่อกับแม่แล้ว "ใครดีกับลูก" ลูกต้องถนอมรัก รู้คุณ..


2. ไม่มีใครที่ "ทดแทน" ไม่ได้ ไม่มีสิ่งใดที่จำต้อง "ครอบครอง" หากมองเรื่องนี้ได้ทะลุ ต่อไปถึงแม้ลูกจะสูญเสียทุกอย่างที่รักที่สุดในโลกไป ก็ควรเข้าใจว่า ไม่ใช่ "เรื่องใหญ่โต" อะไรนัก


3. ชีวิตสั้น วันนี้อาจจะยังใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย พรุ่งนี้จะรู้สึกว่า "ชีวิตทิ้งลูกไปไกล" ดังนั้น ถนอมชีวิตได้เร็วเท่าใด วันเวลาที่จะได้ใช้ชีวิตก็จะมากเท่านั้น แทนที่จะหวังอายุยืน "ใช้ชีวิตให้เร็ว" จะดีกว่า


4. ความรักเป็นความรู้สึกอย่างหนึ่ง และความรู้สึกนี้จะเปลี่ยนได้ตามเวลาและสภาพจิตใจ ถ้าคนที่ลูกรักที่สุดจากลูกไป ขอให้อดทนรอคอยสักหน่อย ให้เวลาค่อยๆ ชะล้าง ให้จิตใจค่อยๆ นิ่งลง ความขมขื่นของลูกก็จะค่อยๆ จืดจาง


"..อย่าได้ขยายความงดงามของความรักจนเกินงาม ... อย่าได้ขยายความเศร้าของการเสียรักจนเกินควร.."


5. แม้จะมีคนที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากไม่ได้รับการศึกษามากนัก แต่ไม่ได้หมายความว่า "ขี้เกียจเรียน" แล้วจะประสบความสำเร็จได้


..ความรู้ที่ลูกได้เรียน จะเป็นอาวุธที่ลูกมีติดตัว คนเราสร้างตัวโดยไม่มีอะไรได้


"..แต่ไม่สามารถไม่มีแม้แต่เหล็กสักท่อนในมือ จงจำให้ดี!.."


6. พ่อไม่ขอร้องให้ลูกเลี้ยงดูพ่อในบั้นปลายชีวิต ทำนองเดียวกัน พ่อก็ไม่สามารถเลี้ยงลูกในบั้นปลายชีวิต เมื่อลูกโตจนเลี้ยงตัวเองได้ หน้าที่ของพ่อก็สิ้นสุดลง จากนี้ไป ลูกจะนั่งรถเมล์หรือวิ่ง จะกินหูฉลามหรือเส้นหมี่ ลูกต้อง "รับผิดชอบตัวเอง"


7. ลูกเรียกร้องให้ตัวเองรักษาคำมั่นสัญญาได้ แต่จะ "เรียกร้องให้คนอื่น" รักษาคำมั่นสัญญาไม่ได้


..ลูกเรียกร้องให้ตัวเองทำดีต่อคนอื่นได้ แต่ไม่อาจ "คาดหวัง" ให้คนอื่นดีต่อลูก


..เราทำต่อคนอื่นอย่างไร ไม่ได้แสดงว่าคนอื่นจะทำต่อลูกเช่นเดียวกัน ถ้าลูกมองไม่เห็นเรื่องนี้ รังแต่จะเพิ่มความทุกข์อันไม่จำเป็นให้เท่านั้น..!!


8. พ่อซื้อล็อตเตอรีมา 26 ปี ยังคงยากไร้ แม้แต่รางวัลที่สามก็ไม่เคยถูก นี่ยืนยันว่า คนเราจะรวยได้ต้อง "พากเพียรทำงาน" เท่านั้น ในโลกนี้ไม่มีอาหารกลางวันฟรี


9. ญาติมีบุญมาพบกันได้เพียงครั้งเดียว ไม่ว่าชาตินี้พ่อจะอยู่กับลูกได้นานเพียงใด ลูกต้อง "ถนอมวันเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน" ชาติหน้า ไม่ว่ารักหรือไม่รัก ก็อาจจะไม่ได้พบกันอีก..!!


แปลโดย : วิภาดา กิตติโกวิท

#ฉันว่าดี

*******

Cr.https://www.facebook.com/share/p/2rFxUHyBjg5XdobB/?mibextid=oFDknk

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

ความเสียสละ

 

(ภาพประกอบนี้ไม่เกี่ยวข้องกับบทความแต่อย่างใด)

Cr.Fwd.line

"A society that can produce a 9-year-old who understands the concept of sacrifice for the greater good must be a great society, a great people"

เรื่องราวของเด็ก9ขวบที่สอนบทเรียนอันยิ่งใหญ่แก่สังคมโลก


มาฟังของจริงดีกว่าที่มีหลักฐานมั่นคงชัดแจ้งพิสูจน์ได้เลยครับคือเรื่องจากเมืองฟุคุชิมาที่โดนสึนามิถล่มเสียราบไปเลยนั่นแหละ


โดยตำรวจญี่ปุ่นแต่เป็นคนเวียดนามอพยพซึ่งได้สัญชาติญี่ปุ่นแล้วนะครับชื่อนายฮาหมิ่นถาน ได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนที่เวียดนามเล่าถึงประสบการณ์ของการปฏิบัติหน้าที่ของเขาที่โรงเรียนประถมเล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งเรื่องนี่เผยแพร่โดยสำนักข่าวนิวอเมริกันมีเดีย (New America Media-NAM) ซึ่งเป็นสำนักข่าวที่ที่มีชื่อเสียงได้รับการยอมรับในทางเสนอข่าวทางชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่ฝรั่งตะวันตกพูดง่ายๆ คือสำนักข่าวที่มุ่งเสนอข่าวสำหรับคนในโลกที่ไม่ใช่ฝรั่งนั่นเอง


ฮาหมิ่นถามเขียนเล่าว่า ตำรวจของเมืองฟุคุชิมาต้องทำงานกันวันละ 20 ชั่วโมง งานหลักคือการขนย้ายศพผู้ตายจากสึนามิแบบว่าลืมตาขึ้นมาก็เห็นศพ จนหลับพอตื่นขึ้นมาก็ขนย้ายศพต่อ


นายฮาหมิ่นถานบอกเพื่อนว่า น่าแปลกใจในความสงบและการปฏิบัติตัวที่สุภาพมีมารยาทของชาวญี่ปุ่นที่สูญสิ้นแทบทุกอย่าง อย่างมีศักดิ์ศรีตลอด 1 สัปดาห์ภายหลังสึนามิ แต่เขากังวลว่าหากนานไปอีกความอดอยากก็จะทำให้เกิดมีสัญชาติดิบของการเอาตัวรอดขึ้นมาได้เนื่องจากอาหารน้ำยังขาดแคลนอย่างสุดแสนในช่วงแรกทั้งๆ ที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้พยายามอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม


ฮาหมิ่นถานเขียนเล่าว่า เขาได้รับบทเรียนที่มีค่าที่สุดจากเด็กญี่ปุ่นอายุ 9 ขวบ ที่สอนให้เขาซึ่งเป็นผู้ใหญ่รู้ถึงการปฏิบัติตนว่ามนุษย์ควรจะปฏิบัติตนอย่างไร!


ฮาหมิ่นถานเล่าว่า เมื่อคืนที่แล้วเขาไปปฏิบัติหน้าที่ตำรวจในการดูแลความสงบของการแจกอาหารให้แก่ผู้ประสบภัยสึนามิที่โรงเรียนประถมเล็กๆ แห่งหนึ่งในเขตฟุคุชิมาโดยมีอาหารวางกองรวมกันอยู่เพื่อแจกให้ตามคิวที่จัดเป็นแถววกวนสลับกันเหมือนกับการเข้าคิวเข้าสวนสนุกซึ่งมีคนเป็นจำนวนมากและฮาหมิ่นถานเห็นเด็กนักเรียนชายใส่กางเกงขาสั้นและเสื้อยืดคอกลมตัวเล็กอายุประมาณ 9 ขวบ ยืนอยู่เป็นคนสุดท้ายซึ่งคะเนจากจำนวนคนแล้วอาหารที่กองอยู่อาจจะหมดเสียก่อนถึงคิวเด็กเสียด้วยซ้ำ


ฮาหมิ่นถานจึงเดินเข้าไปชวนเด็กคนนั้นคุยซึ่งก็ได้ความว่าในช่วงที่สึนามิโถมตัวเข้าฝั่งนั้นเด็กคนนี้อยู่บนชั้นสามของโรงเรียนมองเห็นรถยนต์ที่พ่อของเขาที่ขับมารับเขาที่โรงเรียนถูกน้ำพลัดหายไปต่อหน้าต่อตา


เมื่อถามถึงแม่เด็กก็บอกว่าบ้านเขาอยู่ใกล้ชายหาดแม่และน้องสาวก็คงตกเป็นเหยื่อของคลื่นสึนามิอย่างไม่ต้องสงสัย เด็กเบือนหน้าหนีในขณะที่เล่าถึงเรื่องเศร้าสลดของตนเพื่อเช็ดน้ำตาอย่างสงบ


เด็กเล็กคนนั้นเริ่มตัวสั่นเทาด้วยความหนาวเย็นในยามค่ำคืน ฮาหมิ่นถานจึงถอดเสื้อแจ๊คเก็ตของเขาคลุมไหล่ให้เด็กโดยที่กล่องอาหารที่ฮาหมิ่นถานได้รับแจกก่อนมาปฏิบัติงานที่ร่วงลงจากกระเป๋าเสื้อแจ๊คเก็ต ฮาหมิ่นถานก้มลงเก็บกล่องอาหารแล้วยื่นให้กับเด็กผู้นั้นพร้อมพูดว่า


"นี่เป็นอาหารส่วนของฉันซึ่งฉันกินเรียบร้อยแล้ว หนูเอาไปกินเถอะเพราะว่ากว่าจะถึงคิวหนูได้รับแจกอาหาร อาหารกองนั้นอาจจะหมดก่อนก็ได้"


เด็กอายุ 9 ขวบคนนั้นโค้งอย่างสุภาพแล้วรับเอากล่องอาหารไปพร้อมกับโค้งแล้วโค้งอีกเสร็จแล้วจึงเดินเอากล่องอาหารนั้นไปวางรวมไว้กับกองอาหารรวมที่เอาไว้แจกตามคิวทำให้ฮาหมิ่นถานประหลาดใจถามเด็กเมื่อเขากลับมาอยู่ท้ายคิวตามเดิมว่า


"ทำไมหนูไม่กินอาหารเสียเล่า? ไม่หิวหรือไง? ทำไมถึงเอากล่องอาหารไปรวมกับกองอาหารส่วนกลาง?"


เด็กญี่ปุ่นอายุ 9 ขวบคนนั้นตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า


"เพราะว่าผมเห็นว่ามีคนมากมายทีเดียวที่หิวมากกว่าผม ถ้าผมเอากล่องอาหารไปวางรวมเป็นส่วนกลางแล้วทุกคนก็จะได้รับแบ่งเฉลี่ยไปกินเท่าๆ กัน"


ฮาหมิ่นถานต้องหันหน้าไปอีกทางหนึ่งเพื่อไม่ให้ใครเห็นเขาร้องไห้ เขาสรุปในจดหมายถึงเพื่อนชาวเวียดนามของเขาว่า


A society that can produce a 9-year-old who understands the concept of sacrifice for the greater good must be a great society, a great people


พากษ์ไทยว่า "สังคมที่สามารถผลิตเด็กอายุ 9 ขวบให้เข้าใจในความหมายของการเสียสละเพื่อความไพบูลย์ของสังคมส่วนรวมได้ต้องเป็นสังคมที่ยิ่งใหญ่และเป็นผู้คนที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง"


โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์


มติชน


วันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 34 ฉบับที่ 12100 มติชนรายวัน

******

Cr.Fwd.line

วันจันทร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2567

Pay it forward

 


"Pay it forward" หมายถึง การทำความดีและช่วยเหลือคนอื่นๆ โดยที่ไม่คาดหวังการได้รับความช่วยเหลือในอนาคตเพื่อส่งเสริมวงการการกระจายความดีต่อไปให้ได้แก่คนอื่นๆ ในชุมชนหรือสังคมอื่นๆ แบบลูกโซ่โดยที่ผู้คนที่ได้รับการช่วยเหลือจะต้องส่งต่อความกรุณาต่อคนอื่นๆ อีกต่อไป Message ChatGPT…


วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2567

ประเทศไทย


 อยู่ในใจผมเสมอเสมอ

ผมกำลังวาดรูป (ผมกำลังวาดรูป)

ความฝันของผมเองเต็มไปด้วย

ความฝัน

แผนที่โลก (ทาคอปต้า)

บินข้ามฟากฟ้า ข้ามเวลา แม้จะ อยู่แดนไกล

ผมอยากจะเปิดประตูแล้วไป ตอนนี้ (ประตูไหนก็ได้~)

ผมจะลืมเมื่อผมโตขึ้น?

ในเวลาเช่นนั้นก็จงจำไว้ว่า

ชา ลา ลา ลา ลา อยู่ในใจผม

ความฝันที่จะส่องสว่างตลอดไป

โดราเอมอนอยู่ในกระเป๋าใบนั้น

ให้ผมทำให้มันเป็นจริง

ชา ลา ลา ลา ลา. มาร้องเพลงกัน เถอะ

เรามาจับมือกัน

โดราเอมอนทั่วทุกมุมโลก

ปล่อยให้ความฝันลันไปแบบนั้น

สิ่งที่ผมอยากทำ สถานที่ที่อยาก ไป

หากคุณพบมัน (ถ้าคุณพบมัน)

อย่าลังเล ใส่รองเท้าของคุณ ออกไปกันเถอะ (ไทม์แมชชีน~)

ไม่เป็นไร คุณไม่ได้อยู่คนเดียว

เพราะผมอยู่ที่นี่

ตามหาขุมทรัพย์อันเป็นประกาย (กระเป๋าสี่มิติ)

แม้จะหลงทางก็อย่าร้องไห้นะ

ผมจะช่วยคุณด้วยเครื่องมือลับ

ชา ลา ลา ลา นกหวีด

เดินออกมาดังๆ กันเถอะ

โดราเอมอนไปเมืองนั้น

เพียงแค่ส่งมอบมัน

ชา ลา ลา ลา ลา อนาคตของเรา

ผมเต็มไปด้วยความฝัน

โดราเอมอนถ้าผมมีเธอ

ทุกคนยิ้ม

แม้ว่าผมจะโตขึ้นผมก็จะไม่มีวัน

ลืมมัน ความคิดล้ำค่าตลอดไปและตลอด

ไป

ชา ลา ลา ลา ลา อยู่ในใจผม

ความฝันที่จะส่องสว่างตลอดไป

โดราเอมอนอยู่ในกระเป๋าใบนั้น

ให้ผมทำให้มันเป็นจริง

ชา ลา ลา ลา ลา. มาร้องเพลงกัน เถอะ

เรามาจับมือกัน

โดราเอมอนทั่วทุกมุมโลก

ปล่อยให้ความฝันลันไปแบบนั้น

วันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2567

จิตวิญญาณของบูรพา


 ความรู้สึกกตัญญู มันดำรงอยู่ในจิตวิญญาณบูรพา

❤️❤️

...


อาจารย์คริส และอาจารย์ซูซาน .. 2 สามีภรรยา และเพื่อน ๆ เคยมาเที่ยวสวนเมื่อก่อนเกิดโรคระบาดโควิด


โดยปกติอาจารย์ทั้ง 2 คน จะมาประเทศไทยทุกปี .. แต่ด้วยสุขภาพที่ไม่อำนวย จึงไม่สามารถเดินทางไกลได้


อ.คริส และซูซาน .. พักอาศัยอยู่ที่เกาะแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา  มีลูก 5 คน


เป็นลูกเชื้อชาติเวียดนาม 2 / ลูกเชื้อชาติไทย 2 และลูกเชื้อชาติเกาหลีใต้ 1


ทั้งหมดเป็นลูกบุญธรรม ที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งแต่การขอที่ประเทศต้นทาง จนถึงปลายทางกฎหมายของแคนาดา


อ.ทั้งสอง ไม่มีลูกของตนเอง .. เมื่อเดินทางไปเวียดนาม พบเด็กกำพร้าอายุ 5-7 ขวบ  จึงอยากจะขอนำไปเลี้ยง


ติดต่อเจ้าหน้าที่สถานสงเคราะห์ .. เจ้าหน้าที่บอกว่า เด็กคนที่อาจารย์ขอเลี้ยง เธอมีพี่น้องอีก 1 คน ..


อาจารย์จะไม่แยกพี่น้องออกจากกัน จึงรับทั้งคู่ไว้

....


ต่อมาเมื่อเดินทางมาประเทศไทย 

    พบเด็กกำพร้าที่สถานสงเคราะห์สงขลา อายุ 5-6 ขวบ จึงอยากขอมาเลี้ยง .. เจ้าหน้าที่บอกว่า เขามีน้องชายที่ถูกทิ้งไว้ .. 


อาจารย์ไม่อยากแยกความเป็นพี่น้อง จึงรับไว้ทั้งคู่เช่นกัน


เมื่อเดินทางไปเกาหลีใต้ ระหว่างท่าเรือแห่งหนึ่ง พบเห็นเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ 5-6 ขวบ แอบอยู่มุมหนึ่งกำลังนั่งร้องไห้ .. 

    อาจารย์เกิดความสงสาร เมื่อรู้ว่าถูกผู้ปกครองนำมาทิ้ง จึงตัดสินใจอุปการะ


การอุปการะ เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย คือแจ้งขอกับเจ้าหน้าที่ของประเทศนั้น ๆ .. แล้วนำเอกสารไปรับรองกับประเทศของตนเอง


เด็ก 5 คน .  จากบูรพาทิศ .. สู่เกาะแวนคูเวอร์ .. 


30-40 ปีผ่านไป 

   อาจารย์ส่งเด็ก ๆ ทั้งหมดเรียนสำเร็จเท่าที่ความสามารถจะเรียนได้  และเติบโตทำงานอย่างมั่งคง .


🚩 อาจารย์คริส จะเล่าประวัติของลูก ๆ แต่ละคนให้ฟัง ให้เขาและเธอรู้ว่า เป็นคนชาติไหน มาจากที่ไหน โดยไม่ปิดบัง


ทั้ง 5 คน จำภาษาแผ่นดินแม่ไม่ได้ .. เรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม วิถีชีวิต ความคิด แบบตะวันตกทั้งหมด


จนเมื่อปีที่ผ่านมานี้ .  อ. ซูซาน ภรรยาของ อ.คริส ป่วย  /  แม่ ป่วย .. อยู่กับ พ่อ สองคน 


ส่วนลูก ๆ ใช้ชีวิตข้างนอก มีบ้านมีครอบครัวของตนเอง ตามวิถีแบบฝรั่ง


แต่ใครจะไปคิด .. 


ลูก ๆ ทั้งหมด 5 คน .. คุยกันและตัดสินใจกัน พากันกลับมาบ้านพ่อ


โดยยอมย้ายงาน ยอมปล่อยบ้านที่อยู่อีกเมืองหนึ่งให้คนเช่า เพื่อกลับมาดูแลพ่อแม่


⭐️ อ.คริส  ผู้เป็นพ่อ (บุญธรรม) เล่าว่า เป็นความโชคดีของเขาและภรรยา เหมือนฝันที่ลูก ๆ มีความกตัญญู เช่นนี้


โดยปกติ การดูแลพ่อแม่ผู้แก่เฒ่า ในความรู้สึกของฝรั่งจะไม่ลึกซึ้งจริงจังเช่นชาวเอเซีย 

   คนแก่เฒ่าฝรั่งส่วนใหญ่จะอยู่เพียงลำพัง รัฐมีสวัสดิการดูแล


ลูก ๆ ฝรั่งแยกบ้านแยกครอบครัวออกไป ใช้เพียงโทรศัพท์ส่งความห่วงใยโทรหา  

- นาน ๆ ในเทศกาลสำคัญ ๆ เช่น คริสต์มาส ถึงมาพบปะร่วมโต๊ะอาหาร


แต่ลูกทั้ง 5 คน .. กลับทยอยกันกลับมา เพื่อดูแลชีวิตประจำวันพ่อแม่ ดูแลบ้าน นั่งพูดคุยเฝ้า ตั้งแต่เช้าจนถึงเข้านอน


ทั้งหมด พวกเขาพวกเธอ ตกลงกันเอง แบ่งหน้าที่กันเองอย่างเต็มใจ


ลูกคนหนึ่งพูดว่า .. 

ถ้าเธอไม่มีพ่อและแม่ ก็ไม่มีหนูในวันนี้  - พ่อแม่ทั้งคู่ไม่ได้ให้กำเนิดหนู แต่ให้ชีวิตใหม่กับหนู ให้การศึกษา ให้โอกาส และให้อิสระในการเลือกและการคิด


พวกเธอพวกเขา ไม่รู้หรอกว่า ?  คำว่ากตัญญูในศัพท์วิชาการ ในภาษาฝรั่ง มันมีความหมายอย่างไร ?


❤️ แต่มันผุดขึ้นมาในความรู้สึกของพวกเขา .. อธิบายออกไปคนนอกก็ยากจะเข้าใจ


อ.คริส และอ.ซูซาน บอกว่า > ตัวเขาและภรรยาโชคดี .. 

เพราะการเลี้ยงลูกที่ไม่ใช่ลูกของตัวเอง นับเป็นความเสี่ยง อย่างหนึ่ง !

...


ผมฟังแล้วผมตื้นตัน อยากบอกอาจารย์ทั้งสอง ว่า ไม่ใช่ความโชคดีครับ  แต่เป็นบุญในวาสนาของอาจารย์ . 


คำว่าบุญและวาสนา อธิบายเป็นภาษาอังกฤษไม่ถูก


แต่ "ความกตัญญู" ที่ลูกทั้ง 5 คน .. (อันเป็นคนเชื้อสายเวียดนาม 2  คนเชื้อสายไทย 2 และคนเชื้อสายเกาหลี 1) .. มันคือจิตวิญญาณแห่งชาวบูรพา


มาตรแม้นแต่ละคน ขาดหายจากแผ่นดินแม่ ไม่เคยได้กลับมา จนพูดภาษาแผ่นดินตนไม่ได้เลย


แต่การกตัญญู มันเป็นวิญญาณของชาวบูรพา


มันปรากฎขึ้นมาเองอย่างอัศจรรย์ ที่มิอาจลบล้างให้หายไปได้

....

*******

Cr.Fwd.line

วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2566

สำเนียงแขก


 แขกต่อยหม้อ


วอนเฉลย


แขกกะเร็ง


แขกปัตตานี


จดหมายจากแม่


แขกพราหมณ์


แขกขาว เถา


อิหนารำพึง


แขกมอญบางขุนพรหม


พรพรหม


แขกเจ้าเซ็น


แขกเชิญเจ้า


แขกสาหร่าย


รวงทิพย์

************
Cr.You Tube

วันพุธที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

Not a matter of "coincidence"

 


People meeting each other is not a matter of "coincidence", it is a matter of "merit" that we have made together.  When you have good fortune, you don't have to demand it.  It's time to meet.

1. No matter who we meet  Those are the people we have to meet.  No one comes into our lives by accident.

2. No matter what stories occur in our lives.  It's something that has to happen.  Whether that matter is good or bad  There is no such thing as coincidence.  Because we have done this to him before in past lives.

3. Various stories that happen, when they happen, where they happen, at what time, that is the most appropriate time. There is nothing that shouldn't happen.  Because it must happen  As long as you prepare  or not prepared  When the factors are ready  Those things will happen immediately.

4.When the factors are finished  I have to admit that it's over.  Don't hold back.  Don't just mourn.  Please know that when you get the most you can let it go.  Dare to face whatever happens. Good things are waiting for you ahead.

5. Do as much good in the present as possible.  And don't worry about what karma we've done.  Because thinking about it is useless.  We can't go back and change the past.  In addition to making the best of the present

When the fate is over, we must part.  No matter how I hold it back, it won't stay. So while we haven't separated yet.  Have we done good to those around us?  Because when the "karma contract"is over,  Unable to demand it back and not knowing how many lives it will take until we meet again.


คนเราที่เจอกันไม่ใช่เรื่อง "บังเอิญ" อยู่ที่ "บุญ" ที่เคยร่วมทำกันมา เมื่อมีวาสนาไม่ต้องเรียกร้อง ถึงเวลาก็มาเจอกัน

๑.ไม่ว่าเราได้พบเจอใคร เขาเหล่านั้นคือคนที่เราจะต้องได้พบเจอ ไม่มีใครเข้ามาในชีวิตเราด้วยเหตุบังเอิญ

๒.ไม่ว่าจะเกิดเรื่องราวใด ๆ ขึ้นในชีวิตเรา มันเป็นเรื่องที่จะต้องเกิด ไม่ว่าเรื่องนั้นจะดีหรือร้าย ไม่มีเรื่องใดที่บังเอิญ เพราะเราก็เคยทำอย่างนี้กับเขามาก่อนเมื่ออดีตชาติ

๓.เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เกิดเมื่อไหร่ ที่ไหน เวลาใด นั่นคือเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรที่ไม่ควรเกิด เพราะมันต้องเกิด ต่อให้คุณเตรียมตัว หรือไม่ได้เตรียมตัว เมื่อปัจจัยถึงพร้อม สิ่งเหล่านั้นก็จะเกิดขึ้นในทันที

๔.เมื่อปัจจัยจบ ต้องยอมรับว่าจบ อย่าเหนี่ยวรั้ง อย่าเอาแต่อาลัยอาวรณ์ ขอให้รู้ว่าเมื่อสุดมือสอยก็ให้ปล่อยมันไป กล้าเผชิญในสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องดี ๆ กำลังรอคุณอยู่ข้างหน้า

๕.ทำความดีในปัจจุบันให้มากที่สุด แล้วไม่ต้องสนใจว่าเราเคยทำกรรมอะไรมาบ้าง เพราะคิดไปก็เปล่าประโยชน์ เราย้อนกลับไปแก้ไขในอดีตไม่ได้แล้ว นอกจากทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

เมื่อสิ้นวาสนาก็ต้องจากกันไป รั้งอย่างไรก็ไม่อยู่ ดังนั้น ในตอนที่เรายังไม่จากกัน เราได้ทำความดีต่อคนที่อยู่แวดล้อมเราแล้วหรือยัง? เพราะเมื่อหมด "สัญญากรรม" แล้ว ไม่ว่าเราจะมีเงินหรือมีอำนาจจนล้นฟ้า ก็ไม่สามารถเรียกร้อง กลับคืนมาได้ และไม่รู้ว่าจะกี่ภพกี่ชาติถึงจะได้เจอกันอีก


.......
Cr.https://www.chan1.net/story/188

************


***********


วันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2566

วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2566

อาสาสมัครจากต่างแดน โจ และคริสตี้



โจ และ คริสตี้ จากประเทศอังกฤษ
โครงการสอนพูดภาษาอังกฤษโดยอาสาสมัครจากต่างประเทศ
"ทานบารมี"บ้านเรือนธรรม
กันยายน ๒๕๖๖















สอนภาษาอังกฤษ



      Kirsty จากอังกฤษ 

Cr."ทานบารมี"  บ้านเรือนธรรม 
คลองหลวง ปทุมธานี

**********








 

วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2566

ทิฐิ


 ทิฐิของคนเรา ถ้าเอาไปใส่ไว้ในอะไรแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นของมีค่าขึ้นมาทันที จะกลายเป็นของขลัง ของศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาทันที แต่ถ้าไม่มีทิฐิเข้าไปตั้งอยู่ ทุกสิ่งก็ไม่มีราคา


อย่างคนไทยเราถือว่าศีรษะเป็นของสูง ใครจะมาจับเล่นไม่ได้ เป็นเหตุให้โกรธถึงฆ่ากันเลยก็ได้ เพราะมีทิฐิจึงไม่ยอม ความยึดถือมันเหนียวแน่นมาก เราไปเมืองนอกเห็นฝรั่ง เขาจับหัวกันได้สบาย พระฝรั่งที่ไปอเมริกาด้วยพาไปเยี่ยมพ่อ พอเห็นหน้าพ่อเอามือลูบหัวเล่นเลย ทั้งลูบทั้งหัวเราะ พ่อเขาก็ดีอกดีใจว่าลูกรักเขา เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ถ้าคนเราไม่มีทิฐิเสียแล้ว ทุกสิ่งก็หมดราคา ทุกข์ทั้งหลายก็เกิดไม่ได้ ไม่มีอะไรจะมาทำให้เป็นทุกข์...เมื่อเห็นความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น อุปาทานก็เกิดไม่ได้ เมื่อไม่มีอุปาทาน ภพชาติก็ไม่มี แล้วทุกข์จะมาจากไหน


หลวงพ่อชา

*****

Cr.https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02w13r3DhkihQedji4UVf6bHSafxXr9RXaGp6UDS3srNR8y6r74NGJgcNGHEtbNi7Fl&id=100064337808864&mibextid=Nif5oz