วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เราจะทำดวงตาให้เห็นธรรมได้อย่างไร



     ขั้นตอนในการปฏิบัติศาสนาพูทธ มีทั้งหมด ๕ ขั้นตอนคือ
     ๑. ขั้นการรักษาศีล คือ การสำรวม ระวัง รักษากาย วาจาให้เรียบร้อย เช่น รักษาศีล ๕, ๘,๑๐ และศีลปาติโมกข์
     ๒. ขั้นสมาธิ คือ การทำจิตให้สงบ ให้อยู่ฐานใดฐานหนึ่ง เช่น อยู่ที่ใจ กาย ฯลฯ
     ๓. ขั้นปัญญา นำผลจากการฝึกสมาธิที่ได้มาพิจารณาเห็นสิ่งต่างๆว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้วจางคลายความยึดมั่น ถือมั่น จนถึงสภาวะจิตหลุดพ้น(วิมุติ)
     ๔. ขั้นวิมุติ(หลุดพ้น) ขั้นนี้ผู้ปฏิบัติจะเห็นทางเดิน(มรรค)ว่าเป็นอย่างไร และจะมีวิธีการอย่างไร ที่จะทำให้ทางนี้โล่งเตียนเสมอ (มรรค๘) คือ ขั้นชำระกิเลสที่เป็นอนุสัยนอนเนื่องในสันดานอออก อาศัยมรรค เป็นที่ประหารกิเลส จนสามารถทำอาสวะกิเลสสิ้นไป
     ๕. ขั้นวิมุติญาณทัสสนะ ขั้นนี้ผู้ปฦฏิบัติจะทำมรรค ๘ ให้รวมกันเป็นอันเดียวได้ เกิดความรู้ขึ้นไปโดยไม่ต้องนึกคิด(โพชฌงค์) ถ้าเอาสิ่งใดไปประกอบตัวรู้นี้ จะรู้ได้สายๆ โดบไม่ต้องผ่านการนึกคิด เช่น เอาสติเข้าไปประกอบ ตัวนี้ก็เป็นสติสัมโพชฌงค์ ซึ่งจะรู้เรื่องสติเป็นสายๆ ตั้งแต่ต้นจนถีงสติเว้นรอบ และเอาเรื่องเข้าไปประกอบ เช่น ธัมมวิจยะ. ปิติ,ปัสสัทธิ, วิริยะ, สมาธิ, อุเบกขา ก็จะเกิดความรู้ขึ้นแต่ละอย่างเป็นสายๆ ตังแต่เหตุเกิดแต่แรก จนถึงขั้นสุดท้าย โดยไม่ต้องนึกคิด เป็นความรู้ที่เรียกว่า "ตรัสรู้" ไม่เนื่องด้วยความนึกคิด 
..............................
จากหนังสือ เราจะทำให้ดวงตาเห็นธรรมได้อย่างไร โดย รตนญาโณ ภิกขุ วัดดอยเกิ้ง สำนักปฏิบัติธรรมรัตนประทีป อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน
...............................

วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สู้ต่อไป


ภาพจากอินเตอร์เนต

       ท่านว่าชีวิตในโลกของความเป็นจริงต้องอยู่กับปัจจุบัน อดีตเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว ย้อนกลับมาแก้ไขใหม่ก็ไม่ได้ อนาคตเป็นสิ่งยาวไกล ยากต่อการกำหนดให้อะไรเป็นอะไร ปัจจุบันสำคัญที่สุด สามารถกำหนดอนาคตได้ อนาคตจะดีหรือไม่ดีอย่างไร ก็อยู่ที่ปัจจุบันเพียงอย่างเดียว ดังท่านกล่าวเอาไว้อย่างนี้ว่า
                "อนาคตเป็นอย่างไรใครจะรู้
                  วันนี้อยู่พรุ่งนี้ตายคล้ายความฝัน
                   อดีตผ่านกาลล่วงมาค่าอนันต์
                   ปัจจุบันเมื่อยังอยู่สู้ต่อไป"
        มาอยู่บนโลกของความเป็นจริงกันเถอะ มรสุมของชีวิตอันน่ากลัว เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะไม่เกิดขึ้นอีก ด้วยเหตุผลว่า เราได้ชดใช้กรรมที่ไม่ดีไปแล้ว แต่ถ้าจะเกิดอีก ก็เกิดจากการที่เจ็บแล้วไม่รู้จักจำ ทั้งๆที่รู้ว่าผลของกรรมชั่ว ย่อมมีโทษร้ายถึงเพียงนี้ แต่ก็ยังไม่ละเว้นความชั่วอยู่ดี  สุดท้ายก็ต้องมารับวิบากที่ไม่ดีอีก อย่างนี้แหละที่เขาเรียกว่า "เจ็บแล้วไม่รู้จักจำ"
.................................
จากหนังสือ บัญญานุภาพ  สุทธิปภาโส ภิกขุ

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

คติธรรมหลงปู่


ภาพจาก Line

😉😉😉

"คนสมัยนี้ เขาเป็นทุกข์เพราะความคิด"

"บุคคลไม่ควรเศร้าโศกอาลัยอาวรณ์ถึงสิ่งนอกกาย
ทั้งหลายที่มันผ่านพ้นไปแล้ว มันหมดไปแล้ว 
เพราะสิ่งเหล่านั้น มันได้ทำหน้าที่ของมันอย่างถูกต้อง
โดยสมบูรณ์ที่สุดแล่้ว"

"อย่าให้จิตแล่นไปสู่อารมณ์ภายนอก 
ถ้าเผลอเมื่อรู้ตัวให้รีบดึงกลับมา 
อย่าปล่อยให้มันรู้อารมณ์ดีหรือชั่ว
 สุขหรือทุกข์ ไม่คล้อยตามไม่หักหาญ"

"มัวสนใจอะไรกับสิ่งเหล่านั้น 
ธรรมดาแสงย่อมสว่าง ธรรมดาเสียงย่อมดัง
 หน้าที่ของมันเป็นเช่นนั้นเอง
 เราไม่ใส่ใจฟังเสียงเหล่านั้นก็หมดเรื่อง 
จงทำตัวไม่ให้เป็นปฏิปักษ์กับสิ่งแวดล้อม
 เพราะมันมีอยู่อย่างนี้ เป็นอยู่อย่างนี้
 เพียงแต่ทำความเข้าใจกับมันให้ถ่องแท้
ด้วยปัญญาอันลึกซึ้งเท่านั้นเอง"

"จิตส่งออกนอก เป็นสมุทัย
ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์
จิตเห็นจิต เป็นมรรค
ผลจากจิตเห็นจิต เป็นนิโรธ"
😅😦😒😒
คติธรรม
หลวงปู่ดุลย์ อตุโล

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สติคุ้มครองจิต


☺☺☺

" สติเป็นแก่นของธรรม 
แก่นของธรรมแท้อยู่ที่สติ
ให้พากันหัดทำให้ดี ครั้นมีสติแก่กล้าดีแล้ว
ทำก็ไม่พลาด คิดก็ไม่พลาด
กุศลธรรมทั้งหลายจะเกิดขึ้น 
เมื่อบุคคลอยู่กับสติแล้ว
สติเป็นใหญ่ สติกำลังดีแล้ว
จิตมันจึงรวม
เพราะสติคุ้มครองจิต "
☺☺☺
 หลวงปู่ขาว อนาลโย


หาความสุข



ท่านเจ้าคุณ.................. ส่งมา
     กัลยาณมิตรผู้ล้ำลึก โปรดอ่านให้ละเอียด ^^

8 ข้อปฏิบัติเพื่อฝึกหาความสุข .....

1. ฝึกมองตัวเองให้เล็กเข้าไว้ หมายความว่า จงเป็นคนตัวเล็ก อย่าเป็นคนตัวใหญ่ จงเป็นคนธรรมดา อย่าเป็นคนสำคัญ เวลามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา อย่าไปให้ความสำคัญกับตัวเองมากไป

2. ฝึกให้ตัวเองเป็นนักไม่สะสม หมายความว่า การสะสมอะไรสักอย่างนั้นเป็นภาระ ไม่มีอะไรที่เราสะสมแล้วไม่เป็นภาระยกเว้นความดี นอกนั้นล้วนเป็นภาระทั้งหมดไม่มากก็น้อย

3. ฝึกให้ตนเองเป็นคนสบายๆ หมายความว่า อย่าไปบ้ากับความสมบูรณ์แบบ เพราะความสมบูรณ์แบบมันไม่มีจริง มีแต่คนโง่เท่านั้นที่มองว่า ความสมบูรณ์แบบมีจริง

4. ฝึกให้ตัวเองเป็นคนนิ่งๆ หรือไม่ก็พูดในสิ่งที่ดีๆ หมายความว่า ถ้าอะไรไม่ดีก็อย่าไปพูดมากไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิด แต่ถ้ามันไม่ดี เป็นไปได้ก็ไม่ต้องพูด เพราะการพูด หรือวิจารณ์ในทางเสียหายนั้น มีแต่ทำให้จิตใจตนเองตกต่ำ และขุ่นมัว

5. ฝึกให้ตัวเองรู้ธรรมชาติว่า อะไรๆ ก็ผ่านไปเสมอ หมายความว่า เวลามีความสุข ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความสุขมันก็ผ่านไป เวลามีความทุกข์ ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความทุกข์ก็ผ่านไป เวลามีสถานการณ์แย่ๆ เกิดขึ้น ก็ให้รู้ทันว่า เรื่องราวเหล่านี้ มันไม่ได้อยู่กับเราจนวันตาย

6. ฝึกให้ตัวเองเข้าใจเรื่องของการนินทา หมายความว่า เราเกิดมาก็ต้องรู้ตัวว่า เราต้องถูกนินทาแน่นอน ดังนั้น เมื่อถูกนินทาขอให้รู้ว่า "เรามาถูกทางแล้ว" แปลว่า เรายังมีตัวตนอยู่บนโลก คนที่ชอบเต้นแร้งเต้นกา กับคำนินทาก็คือคนไม่รู้เท่าทันโลก แม้แต่คนเป็นพ่อแม่ก็ยังนินทาลูก คนเป็นลูกก็ยังนินทาพ่อแม่ นับประสาอะไรกับคนอื่น ถ้าเราห้ามตัวเองไม่ให้นินทาคนอื่นได้เมื่อไหร่ ค่อยมาคิดว่า เราจะไม่ถูกนินทา

7. ฝึกให้ตัวเองพ้นไปจากความเป็นขี้ข้าของเงิน หมายความว่า เราต้องหัดพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ รถยนต์ใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน นาฬิกาใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน เสื้อผ้าใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน การที่คนเราจะเลิกเป็นขี้ข้าเงินได้ ต้องเริ่มจากการรู้จักเพียงพอก่อน เมื่อรู้จักพอแล้ว ก็ไม่ต้องหาเงินมาก เมื่อไม่ต้องหาเงินมาก ชีวิตก็มีโอกาสทำอะไรที่มากกว่าการหาเงิน

8. ฝึกให้ตัวเองเสียสละ และยอมเสียเปรียบ หมายความว่า การที่คนๆ หนึ่งยอมเสียเปรียบผู้อื่นบ้าง เป็นเรื่องจำเป็น ใครก็ตามที่บ้าความถูกต้อง บ้าเหตุบ้าผล ไม่ยอมเสียเปรียบอะไรเลย ไม่ช้า คนๆ นั้นก็จะเป็นบ้าสติแตก กลายเป็นคนที่ถูกทุกอย่างแต่ไม่มีความสุข เพราะต้องสู้รบกับคนรอบข้างเต็มไปหมดเพื่อความถูกต้องที่ตนเองยึดมั่นถือมั่น

      อ่านแล้ว.....อยากอ่านอีกครั้ง
........................................
ขอบคุณข้อมูลจากไลน์

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ความอดทน




" บุคคลที่ทนที่คนอื่นทนได้ยาก
ทำในสิ่งที่คนอื่นทำได้ยาก
บุคคลนั้นจะเข้าถึงความสำเร็จของชีวิต
ความอดทน ความขมขื่นจะเกิดขึ้นในเบื้องต้น
ของการทำความดี แต่จะได้รับความชื่นชม
ในบั้นปลาย"

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ธนูดอกที่สอง


    พระพุทธเจ้าทรงตรัสถึง ธนูดอกที่สอง ว่า เมื่อธนูปักเข้าที่ตัวเธอ เธอย่อมรู้สึกเจ็บปวด และถ้ามีธนูดอกที่สองพุ่งเข้ามาปักที่จุดเดิม ความเจ็บปวดนั้นจะเลวร้ายขึ้นเป็นสิบเท่า

    พระพุทธองค์ทรงแนะนำว่า เมื่อเรามีความเจ็บปวดในร่างกายหรือในจิตใจ ขอให้เราตามลมหายใจเข้าและออก รับรู้สัญญาณความเจ็บปวดนั้น แต่อย่าขยายให้ใหญ่โตเกินจริง หยุดกังวลหรือกลัวจนเกินเหตุ การต่อต้านหรือโกรธในความเจ็บปวดนั้นคือการขยายความเจ็บปวดให้ใหญ่โตเกินจริง ซึ่งเธอกำลังทวีความเจ็บปวดให้เพิ่มเป็นสิบเท่าหรือกว่านั้น ความกังวลของเธอคือธนูดอกที่สอง 

   ☺เธอควรจะปกป้องตัวเธอและไม่อนุญาตให้ธนูดอกที่สองเข้ามาทำร้ายเธอซ้ำ เพราะธนูดอกที่สองนั้นมาจากเธอ☺

พระอาจารย์นัท ฮันห์
หนังสือ
your true home 
.................

https://www.facebook.com/Thai-Plum-Village-164494073612711/

วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ความพอดีของชีวิต


♡❤❤♡

"พอ" เป็นสิ่งหายากในหมู่คน"โลภ"
♡❤❤♡
"นิ่ง"เป็นสิ่งหายากในหมู่คน"โกรธ"
♡❤❤♡
"หยุด"เป็นสิ่งหายากในหมู่คน"หลง"
♡❤❤♡
"ธรรมะ"เท่านั้นที่ช่วยท่านได้
♡❤❤♡

           บทพระนิพนธ์ ในสมเด็จพระญาณสังวร
             สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เดินทางลัดที่ปลอดภัย


ภาพจากอินเตอร์เนต

      .......ก่อนที่หลวงปู่จะกลับจากโรงพยาบาลจุฬาฯ ได้ชักชวนกันทำบุญถวายสังฆทาน เพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่บรรพชนที่สร้างโรงพยาบาลที่ล่วงลับไปแล้ว
      เมื่อพิธีถวายสังฆทานผ่านไปแล้ว มีนายแพทย์และนางพยาบาลจำนวนหนึ่งเข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่แสดงความดีใจที่หลวงปู่หายจากอาพาธครั้งนี้ พร้อมทั้งกล่าวปิยวาจาว่า หลวงปู่มีสุขภาพอนามัยแข็งแรงดีหน้าตาสดใสเหมือนกับไม่ได้ผ่านการอาพาธมา คงจะเป็นผลจากที่หลวงปู่มีภาวนาสมาธิจิตดี พวกกระผมมีเวลาน้อย หาโอกาสเพียรภาวนาสมาธิได้ยาก มีวิธีใดบ้างที่จะปฏิบัติได้ง่ายๆ หรือโดยย่อที่สุด
       หลวงปู่ตอบว่า
        "มีเวลาเมื่อไร ให้ปฏิบัติเมื่อนั้น การฝึกจิต การพิจารณาจิตเป็นวิธีลัดที่สุด"
......................
(จากหนังสือ หลวงปู่ฝากไว้ โดยพระราชวุฒาจารย์(หลวงปู่ดุลย์ อตุโล)

วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ปฏิปุจฉา


ภาพจากอินเตอร์เนต

     ด้วยความคุ้นเคยและอยู่ใกล้ชิดหลวงปู่มาเป็นเวลานาน เมื่ออาตมาถามปัญหาอะไรท่าน หลวงปู่มักจะตอบด้วยการย้อนถามกลับคืน ทำนองให้คิดหาคำตอบเอาเอง
    เช่นถามว่า พระอรหันต์ท่านมีใจสะอาด สว่่างแล้ว ท่านอาจรู้เลขหวยได้อย่างแม่นยำหรือครับ
    ท่านตอบว่า " พระอรหันต์ท่านใส่ใจเพื่อจะรู้สิ่งเหล่านั้นเองหรือ"
     ถามว่า พระอรหันต์ท่านเคยนอนหลับฝันเหมือนคนธรรมดาด้วยหรือเปล่าครับ
      ท่านตอบว่า "การหลับแล้วเกิดฝัน เป็นเรื่องของสังขารขันธ์มิใช่หรือ"
      ถามว่า พระปุถุชนคนธรรมดายังหนาด้วยกิเลส แต่มีความสามารถสอนคนอื่นให้เขาบรรลุถึงพระอรหันต์ เคยมีบ้างไหมครับหลวงปู่
       ท่านตอบว่า "หมอบางคน ทั้งที่ตนเองยังมีโรคอยู่ แต่ก็เคยรักษาคนอื่นให้หายจากโรคได้ มีอยู่ทั่วไปมิใช่หรือ"
.........................
(จากหนังสือ หลวงปู่ฝากไว้ ของ พระราชวุฒาจารย์(หลวงปู่ดุลย์ อตุโล)
........................


วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

อุทานธรรม


(ภาพจากอินเตอร์เนต)

      ฯลฯ      
       หลวงปู่ยังกล่าวธรรมกถาต่อมาอีกว่า สมบัติพัสถานทั้งหลายมันมีประจำอยู่ในโลกนี้มานานแล้วอย่างสมบูรณ์ ผู้ที่ขาดปัญญาและไร้ความสามารถ ก็ไม่อาจจะแสวงหาเพื่อยึดครองสมบัติเหล่านั้นได้ ย่อมตนอยู่ในความฝึดเคีองและลำบากขันธ์ ส่วนผู้ที่มีปัญญามีความสามารถ ย่อมแสวงหายึดสมบัติของโลกไว้ได้อย่างมากมาย อำนวยความสะดวกแก่ตนได้ทุกกรณี          ส่วนพระอริยะเจ้าทั้งหลาย ท่านพยายามดำเนินตนเพื่อออกจากสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด ไปสู่ภาวะแห่งความไม่มีอะไรเลย เพราะว่า
      " ในทางโลก มี สิ่งที่ มี  ส่วนในทางธรรม มี สิ่งที่ไม่มี "
...............
(จากหนังสือ หลวงปู่ฝากไว้ ของ พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดุลย์ อตุโล)
................